Moopan's profile>>>Moopan<<<PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    July 03

    สาระ...มีที่ไหน

    หายไปนานไม่ได้กลับมาอัพซะนาน...ช่วงนี้เจอไรในชีวิตหลายอย่างได้เรียนรู้ไรมากขึ้น
    ทั้งที่แต่ก่อนบางเรื่องอาจเป็นเรื่องที่รู้แล้วแต่ไม่อยากทำ...ไม่ตั้งใจทำ...ไม่ใส่ใจ
    แต่บัดนี้...เราจะพัด ตะ นา ...ขึ้นอย่างช้าๆ...ซึ่งเราก็ไม่กล้าคาดหวังกับผลที่จาตามมาสักเท่าไหร่
     
    นั่งๆนอนๆอ่านๆหนังสือไปตามเรื่องตามราวก็ได้ค้นพบว่า...การตั้งใจเรียนจาทำให้ท่านได้ความรู้มากมาย
    และความรู้มากมายจะทวีมากขึ้นไปอีก...ถ้าไฟได้ลนตรูด ท่าน....เหอๆ
    ก็มันจาสอบอยู่วันสองวันแล้ว...ความรู้ไม่มาไม่ได้แล้วคับ...
    ตอนนี้เลยต้องเปนอีป้าหน้าเหี่ยวไม่ออกไปไหนสักระยะ
    แต่...ที่จืงเราก็แอบไปนอกรอบนะ...แหะๆๆ อดใจไม่ไหวจิงๆ ถือซะว่าไปคลายเครียดละกัน...
    แอบกัวเหมือนกานว่า แอลกอฮอลจาไปทำลายเซลสมองที่มีเหลืออยู่น้อยนิดป่าว??
     
    ตอนนี้เหมือนว่ามีไรให้คิดเยอะแยะเต็มไปหมด...ทั้งมีสาระและไร้สาระไปตามเรื่อง
    ก่อนอื่นต้องบอกว่า...เรื่องที่มีสาระนั้น...ข้าพเจ้าได้คิดแล้วปรึกษาแล้ว และเลือกทางออกได้แล้ว
    แต่....ทางออกช่างไม่ตรงกะใจ ...แต่ก็ต้องทำ...ว้าๆๆ..ก็มันดีสุดแล้วนี่นาที่ทำหยั่งงี้...
    มาถึงเรื่องไร้สาระ...โอ้ยพี่น้องคับ...ไอ้แพนมีให้คิดเยอะแยะ...ไม่รู้ว่าทำไมช่างสรรหาซะจิง
    อย่างเช่น....
    ปัญหาการคิดนอกกรอบของเรา...ที่พยายามจาแก้ไม่ก็ลด...ช่างทำได้ยากเย็นจิงๆ...
    ปัญหาการพูดจาไม่รู้เรื่อง..ที่นับวันจาทวีคูณขึ้น
    ปัญหาการวางตัว...ที่มักจาผิดที่ผิดทางเสมอ
    ท้ายสุด แต่ยังไม่หมด...
    ปัญหาการกวนตรีน...ที่ขอบอกตามตรงว่า...มันไม่ได้อยู่ในกมลเราจิงๆ...แต่ทำไมเพื่อนๆว่ามันเปน..
     
    มาถึงตอนนี้คนที่อดทนอ่านมาถึงได้ก็ขอตบมือให้คับ...แม้จาไม่เข้าใต...ก็ขอชมเชย
    เพราะถ้าเข้าใจก็แปลก...เรายังงงกะเราเองว่าเขียนไรไปในวันนี้...เอาเป็นว่า
    เราขอบคุณ...ที่เข้ามาให้กะลังใจเราในการอ่านหนังสือละกัน
    เหอๆ...ก็มันเซงหนิ...อ่านไม่รู้เรื่องเลยต้องหาไรระบาย
    เอาเป็นว่า....ขอจบด้วย สาระหน่อยละกัน
     
    เรารัก...คิดถึงทุกๆคนมากนะจ้า
    แล้วก็รู้สีกโชคดีมากๆด้วยที่มีเพื่อนและบุคคลรอบข้างอย่างคุณๆ
    ขอบคุณคร้าบบบบ
     
    ปล. สอบเสดเจอกาน....เหอๆๆ จาได้หลุดพ้นจากความเครียดซะที
     
    June 10

    sOrRY for ETh i'v dOne

    ...คำพูดคนเหมือนดาบสองคม...
    บางครั้งคำพูดเราอาจทำร้ายคนที่เรารักโดยไม่รู้ตัว
    ...อาจเป็นเพราะความคะนองปาก...
    ...อาจเป็นเพราะอารมณ์หงุดหงิด...
    ...อาจเป็นเพราะความพาล...
    ...อาจเป็นความน้อยใจ...
    และอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากจะโทษมัน
    แต่สุดท้ายมันก็คือตัวเราเอง
    ที่ได้ทำร้ายคนที่รักเราและรู้สึกดีต่อกัน
    ...
    ความรู้สึกที่เสียไปอาจจะเรียกกลับคืนมาไม่ได้
    แต่ขอโอกาสให้ได้สร้างมันขึ้นมาใหม่
    ...
    ...เสียใจและขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไป...ขอโทษจริงๆ...
     
     
     
     
     
    May 25

    Dear...my luvly dukdik

    A DOG SITS WAITING
    by Kathy Flood

    A dog sits waiting in the cold autumn sun.
    Too faithful to leave, too frightened to run.

    He's been here for days now with nothing to do
    But sit by the road, waiting for you.

    He can't understand why you left him that day.
    He thought you and he were stopping to play.

    He's sure you'll come back, and that's why he stays.
    How long will he suffer? How many more days?

    His legs have grown weak, his throat's parched and dry.
    He's sick now from hunger and falls, with a sigh.

    He lays down his head and closes his eyes.
    I wish you could see
            how a waiting dog dies.

    กระโดดม้วนหาง...วิ่งไล่งับ...ข่มขู่ลูกสมุน...ขี้อิจฉา...ล้วนแล้วแต่เป็นไอ้ดุ้กดิ้กทั้งนั้น...

    อาจจาไม่ใช่ตัวแรกที่ต้องจากไป...แต่เป็นตัวที่เราเสียน้ำตาให้เยอะที่สุด...จากไปในเวลาที่เราไม่อยู่ไม่ได้ดูแล...เป็นตัวที่เราลาก่อนจะมา...มันยังเดินเอื่อยๆมาหาเรา...ก่อนมาสองอาทิตย์อาการไม่สบายตัวสั่นค่อยๆทุเลาลง...แต่ไม่นึกว่าจาเป็นพยาธิหัวใจที่ทำให้มันไปเร็วขนาดนี้...

    แล้วต่อจากนี้ใครจามาวิ่งกระโดดใส่เราตอนเรากลับไป...ใครจามาทำท่าตลกๆให้เรา...ใครจาเล่นซ่อนแอบตอนอาบน้ำตัดขน...

    ...หลับให้สบายนะดุ้กดิ้ก...

     


    May 23

    The old world

    ช่วงนี้ได้พบเห็นประสบการณ์ของคนรอบข้างมามากมาย...และได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆทำให้ได้รู้ว่า โลกนี้บางครั้งก็ใหญ่โต...แต่บางครั้งก็แคบกระจึ๋งนีง...ฉะนั้นเราจะต้องปรับตัวยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา...เฮ้อ...การเป็นมนุษย์นี่ก็ยากเหมือนกานนะเนี่ย...ตอนนี้ชีวิตเราก็ลุ่มๆดอนๆ ติงต็องไปวันๆ...หาแก่นสารไม่ค่อยได้...ไม่ได้เป็นเพราะว่าคิดไม่เป็นนะ...แต่ไม่อยากคิดมากกว่า...เครียดไปเดียวอาการเดิมๆจากลับมา...คิดถึงเมืองไทยจัง...อยากกลับหาป็าม้า...แก้งค์ลูกหมู...พี่ๆน้องๆเพื่อนๆและเหล่านักชิมทุกท่าน....รอนะเดวจากลับไป... คิดถึงมากๆ...

     

    ...วันก่อนได้คุยกะหยุ่น แล้วก็คิดถึงแกมาถนัดจิต...เฮ้อ...ได้คุยกะแกนิดนึงก็โอว่ะ....

     

    ...HBD to… Noinah …Boss …Aeey …Ann…Be happy naja

     

    ...???...จารู้ตัวมั้ยเนี่ย...ว่าโกรธอยู่...ง้อดิง้อ...มัยไม่เคยรู้ไรเลยฟะ...เซง...

     

    April 05

    Let it be

    ตอนนี้เปนไรมะรู้...ก็ได้แต่ปล่อยให้มันเปนไป...เพราะไม่รู้จาแก้ยังไง
    งงมะ...เหอๆ เรื่องของเรื่องก็คือ...อยู่ดีๆก็เซงขึ้นมาขณะจิตอย่างหาทางแก้ไม่ได้
    เลยเดือดร้อนถึงน้องๆเมดที่งงว่าไอ้พี่แพนมันเปนไรหว่า...รึว่า...จาเปนอย่างที่มันบอกคือ...
    เปนโรคแพ้วันศุกร์...อาการของโรคคือ...กระวนกระวาย..ดิ้นชักกะแหงกๆเพราะไม่ได้ออก..
    ถ้าเปนงั้นเจงๆก็...แย่แน่ๆ ต้องรักษาด่วน...
    เฮ้อๆๆ...คงต้องปรับปรุงคุณภาพชีวิตใหม่แล้วล่ะสิ...กลายมาเป็นป้าติดเที่ยวซะละ...ไม่ดีๆ
     
    ช่วงนี้มีไรให้คิดเต็มไปหมดเลย...มีโปรเจ็กมากมายอยู่ในหัวแต่...ไม่ได้ทำ
    ทั้งไม่กล้าทำ...ทำไม่ไหว...ทำไม่ได้...ขี้เกียจทำ
    สงสัยเราคงต้องสังคยนาความคิดใหม่หมด
    ไม่งั้น ไม่สำเร็จสักอย่างแน่ๆ
    เอ...ทำไมมีคำว่า...ไม่...เยอะจังหว่า
    เออ พอเหอะ...เราว่าเราเริ่มทำไรสักอย่างดีก่า
    ขอกะลังใจด้วยน้า...แก้งค๋ลูกหมู
    January 27

    เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

                        ห่างหายไปนานกะการอัพเดต...ตอนนี้ได้กลับเมืองไทยเรียบร้อยร้อย...เร็วดีเนอะ...มาถึงปุ้ปโปรแกรมออนทัวร์ก็เต็มเลย...อย่างแรกเลยคือการรับหน้าที่เดิมๆคือ ช่างกล้องจำเป็น...ไปนอนบ้านต้าเจ้าภาพตั้งกะเยน...แถมตื่นตั้งกะตีห้าอีก...ยังเหนหน้าน้องไม่ครบวันเลย...ไอ้บอสคงน้อยใจแย่...แต่วันนั้นเหนื่อยจิงๆ...ตีห้ายันตีสองของอีกวัน..ไม่รู้ไปเอาพลังบ้ามาจากไหน...แถมยังหน้าทนทั้งร้องทั้งแดนซ์...โอยยยลืมคิดไปอายุเยอะแล้ว...
     
    วันรุ่งขึ้น ต้องรีบแพ็คของไปภูกระดึง...อ่านะ...คิดแล้วเหนื่อย...จารอดมั้ยหว่า...แล้วก็รอดมาได้ครบสามสอง...เป็นไรที่มันส์มากกกก....
    ได้เห็นไรเยอะแยะที่ไม่เคยจะมองว่ามันมีค่า...
     
     
    การปีนเขา..ก้อนหิน รากไม้  ช่างเรียงตัวเป็นขั้นให้เราได้ใช้ประโยชน์
    การเดินป่า...ต้นไม้ไม่ได้ขึ้นเปนแนวตรงเสมอ...ไม่ได้มีใบทุกต้น...และก็ไม่สีเขียวเสมอไป
    ความอดทน...ในการรอ..รอพระอาทิตย์ตก..คุ้มค่ากะการรอจริง...
    ความพยายาม...ในการตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น..จิบกาแฟสิบบาทตอนพระอาทิตย์ขึ้น หาไม่ได้ในร้านสตาร์บัค
    ความมืด...มีไรซ่อนอยู่มากมาย..มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่ไม่มีไฟ...ดูดาวกะคนร่วมทางที่ไม่ต้องรู้ชื่อ
    รอยยิ้ม...ที่ไม่ได้เห็นมานาน
     
     
    ทริปนี้เราได้เห็นไรมากกว่าธรรมชาติ..เหนื่อยแต่หนุกก่าที่คิด...นี่ขนาดเราไม่ได้ไปกะเพื่อนๆเลยเนี่ย...แน่นอนต้องมีทริปหน้าแน่ๆ...
     
     
    ปล.       ตอนนี้เรานอนอาบเคาน์เตอร์เพลนอยู่แกเปน counterpain girl เลย...เจ้งคับ..เดินไปไหนมาไหน ไม่เหมือนกะเป็ดก็เหมือนซอมบี้..คงต้องพักฟื้นอีกหลายวัน
     
     
    ปล.อีก    ลืมบอกไป...เพื่อนร่วมทางทริปนี้มีหน้าตาดีหลายคนอ่า...เหอๆๆ เสียดายเป็นรุ่นน้องซะส่วนใหญ่ ทำไงได้เด็กๆมันปิดการกีฬามหาลัยหนิ...หน้าใสกันเจงๆ...
    December 19

    The End ... Again

    เผลอแปปๆ ก็จาหมดปีอีกแล้ว...เรวจัง...ยังรู้สึกว่าไม่ได้ทำสิ่งที่หวังไว้ให้เสร็จเลย...เวลามันเดินเร็วรึว่าเราต้วมเตี้ยมเองน้า...
    เดือนหน้า ก็จาย่างเข้ารอบที่สองของชีวิตแล้ว...อายุกับการพัฒนาการเราช่างสวนทางกันเสียนี่กะไร
    ....
    เอาเป็นว่าเดือนนี้ก็มีไรให้ทำหลายอย่างเหมือนกัน...อย่างเช่น รับผิดชอบชีวิตน้อยๆเป็นเวลาสองวัน
    อันนี้ทำให้เรารู้เลยว่า ชอบเลี้ยงหมากะชอบเล่นกะหมา มันต่างกัน..
    เล่นกะมัน ก็แค่เล่นไม่ต้องคิดไรมาก
    แต่เลี้ยงนี่ดิ...อยู่ที่นี่เลี้ยงแค่ตัวเดว ต่างกะเลี้ยงไอ้แปดยอดหมานุษย์ที่บ้านอีก
    ไหนจาอาหารที่ต้องตาลีตาเหลือกกลับมาให้ทัน... พามันออกไปเดินเล่น...เช็ดขี้เยี่ยว...
    ไม่เคยมีอะไรทำให้เราตื่นมาเจ็ดโมงเช้าเพื่อมามองหน้ามัน ถามมัน...และเช็ดขี้ให้มันเท่าไอ้ค้งได้อีกแล้วคับ
    เลี้ยงมันแค่สองวัน ... แต่ โคด รักมันเลย...เปนความทรงจำที่ดีไปอีกแบบ
    ....
    และท้ายสุด...เราก็ยังมีชีวิตหยำเป เหมือนเดิม ... แพนคนเก่ากลับมาซักครึ่งนึงทีเถอะ...
    อยากไปเดินสวนลุมไนท์ ..เซ็นทรัล..ท่าพระจันทร์..ข้าวสาร..สำเพ็ง..คลองถม..เยาวราช..สะพานเหล็ก..สีลม
    อยากไปกิน ก้วยจั้บ..คั่วไก่..ผัดไท..กุ้งกระทะ..กระเพราไก่ไข่ดาว..โตเกียวไส้ไข่..เซเวนเซ่น..ไผ่ทอง..และฝีมือหม่าม้า
    แค่นี้แหละ ไม่มีไร...ระบายหน่อย
    ....
    คิดถึงเพื่อนๆทุกคนเหมือนเดิมน้า...คิดถึงแก้งลูกหมูด้วย...คิดถึงๆๆๆๆ
    เทอมนี้โรคโฮมซิก ยังคงอยู่กะเรา ไม่เคยหาย...แม้จามาช้าหน่อย...แต่มันก้อยังมีอยู่
    เฮ้อ...สู้ๆๆๆๆ Moopan
    November 27

    Motor Show 2006 Beijing...wow !!! So cool

    และแล้วก็มีเวลาว่างมาอัพเดตซะที...นั่งๆนอนๆดูทีวีก็เจอข่าวงานMotorshow ก็อยากไปขึ้นมาถนัดจิต
    ปกติเวลามีงานแสดงสินค้าเมื่อไหร่เราก็ไม่เคยพลาดตั้งกะ ศูนย์สิริกิต์...ไบเทค..บีอีซีเทโร..
    แต่พอมาปักกิ่ง...หายากเจง...
     
    เราเตรียมตัววตั้งกะ กล้อง ยัน เพื่อน...และเราก็ได้เมตรักเราไปเปนเพื่อน..เหอๆ
    แล้วเราก็โดนคนจีนหลอกคับ...มันเอาที่ตั้งป้ายชี้ทางไปซื้อตั๋วมาตั้งมั่วๆ...ดีนะที่ถามยาม ไม่งั้นคงไปไม่ถึง..วันสุดท้ายแล้วด้วย
    ไปถึงเราก็ตื่นตากะรถ...รถจีน ยี่ห้อหลากหลาย
    BMWจีน Landroverจีน  กำ กล้าทำกันด้วย...ว่าแล้วก็เดินไปดูของนอกดีก่า
    โอ้ๆ รถเจ๋งๆทั้งนั้นเลย...แต่พริตตี้ ไม่งาม ที่งามก็มีน้อยนิด...เฮ้อ แต่พนักงานขายบีเอมดิ ไปขุดมาจากไหนวะ..น่าตาดีโคดๆ
    โดยรวมแล้ว...งานนี้หนุกหนาน ได้อาหารตา เยอะแยะ
    ไปดูรูปเอาเองละกันนะ
     
    October 26

    Oct. เดือนแห่งการวิจัย

    เดือนแห่งการวิจัย...ทำไมน่ะหรอ เราเองก็ยังไม่รู้ว่าเปิดโครงการวิจัยฟุตบาทไปทำไม งงอ่ะดิ ...?
    เอาเป็นว่าเราเริ่มตัดริบบิ้นเปิดโครงการไปตั้งกะปลายเดือนที่แล้ว...ไปงานวันเกิดเพื่อน แล้วกะเนียนกลับ...แบบว่าไม่ไหวละ กลับก่อนนะ
    เนียนไปมา กลายเปนมึนจิงๆ(แค่มึนนะ)จากนั้น เรากะน้องรักก็ เดินตุปัดตุเป๋ แล้วก็ไม่รู้ว่าคัยพาคัยลงไปในพุ่มไม้...
    ไอ้น้องรักนี่โดนเราทับแบนเลย ส่วยเราน่ะหรอ ...ไม่เปนหรอก แต่ หน้าแข้ง เขียวปั้ด...แบบว่า อยากรู้ว่าฟุตบาทมันแข็งจิงๆอ่ะป่าวไง???
    เท่านั้นยังไม่พอคับ...เรายังคงไม่แน่ใจใน สถานะของมัน...
    เราเริ่มพิสูจน์อีกครั้งในงานวันเกิดรุ่นพี่ตอนต้นเดือน...คราวนี้ไปแบบสติดับวูบ?
    ตอนเช้าตื่นมาอีกที ...เอ้ะ มัยเจ็บๆวะ มาดูกระจก...ช็อกค่ะ++
    เดืนไปหน้าห้องน้องแบบว่า เกิดคำถามมากมาย(คำถามที่ต้องตอบ)...น้องแกบอกว่า เผลอแป้ปเดวเราพุ่งตัวลงไปเองเลย.คราวนี้แบบว่าไม่รู้ตัวเจงๆ
    กรรม...กรรม หน้าเปนแผล เบ้อเร่อ หยั่งกะไปรบกะคัยมา?
    ใช้เวลารักษาอยู่อาทิด แหน่ะ ก่าจากล้าออกไปเผชิญโลก...ใครถามก็จาบอกว่า ไปกินไก่แล้วสะดุดล้ม..
    แต่...จำได้ว่า วันนั้นคนที่อยู๋ในเหตุการณ์ เยอะมากกก...
    ไม่รู้เว้ย ...อายไม่อยากจำ...
    เอาเปนว่า ...เข็ดแล้วจ้า.......
    แล้วเราก็ปิดโครงการวิจัยไปอย่างถาวร และก็พิสูจน์กฎที่ว่า...
    ?!?...จากการวิจัยพบว่า ฟุตบาททำมาปูน มันแข็ง ไม่ควรเอา หน้าแข้งและหน้าไปกระแทก...?!?
     
     
     
     
     
     
    September 25

    วันชาติจีน...ไปไหนดีหว่า...

    และแล้วเราก็เป็นเด็กโทมาเกือบจะครบเดือนละ...อาทิตย์หน้าได้หยุดวันชาติแล้ว...เย้ๆๆ...แต่...ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหนดี...เฮ้อ...อาจจะได้ไปรึ อาจจะไม่ได้ไปก็ได้ ...แต่ไม่เป็นไร เพราะเราคงไม่เหงาอย่างแน่แท้เพราะมีทั้งเพื่อนๆและ อาเจ้ ที่จะมาหาเราถึงนี่...มาจิงป่ะเนี่ย...ฮ่าๆคิดถึงเราจนต้องบินมาหาเลยช่ายป่าว...เอาเป็นว่า ถ้าได้ไปเที่ยวจิงจัง ก็จามาเล่าละกันนะ
     
    อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ากินไก่ไปกี่ฟาร์ม รู้แต่ว่าวันหลังจะไม่ถีบจั้ก..ไปเรียนละ กะว่าจาบินไป...กินจนจะทำวิจัยร้านไก่ในเขตนี้ได้ละ...เหอๆ แถมไม่กินป่าว...ยังลำยองอีก กำเจงๆ...ไม่รู้ทำมัยชีวิตมันถึงเรื่อยๆเปื่อยๆถูๆไถๆกลมๆอ้วนๆ ...อย่างนี้นะ...มันลอยๆไงไม่รู้..ไม่ได้ละ ต้องหาไรทำซะแล้ว...บางคนว่าเราอารมณ์ดีเกินไป...อืม...ก็มันไม่เครียดนี่หว่า...มีคนให้แกล้ง(เมดที่รัก) กวนๆมันไปหนุกดี
     
    แต่ตอนนี้มันหนีเราไปไหนไม่รู้อ่า...ให้พี่มันเฝ้าบ้านคนเดียว...เหงานะเฟ้ยยยย...ยิ่งกัวๆอยู่...หนอยแอบหนีเที่ยว ...วันหลังหนีมั่งดีก่า เหอๆๆ
    September 18

    #1509...Home sweet Home

    ง่า...กลับมาแล้วคร้าบ...ตอนนี้เริ่มเรียนไปได้สักสองอาทิด ได้ละ ...เหมือนเดิมเลยคือ เรียนไม่รู้เรื่องอีกละ...ยากว่ะ เรียนหนักเหมือนตอนเรียนที่หมาลัยเลย...วงจรชีวิตเดิมๆเลยกลับมาอีกครั้ง...แถมเพื่อนๆแต่ละคนฟิตๆทั้งนั้นเลย เกาหลีงี้ขยันโคดๆ...เอาเหอะสู้โว้ยๆ...
     
    ตอนนี้ที่บ้านจะเป็นศูนย์รวมทุกอย่าง ...เป็นอะไรที่ครบวงจรมากๆ มีทุกอย่าง เป็นได้ทุกอย่างด้วย ...ยกเว้นเรื่องเดียวที่เป้นไม่ได้คือ...ห้องสมุด..นอกนั้นเปนได้หมด...ตั้งแต่คาราโอเกะ..ร้านอาหาร..ร้านเนต..ร้านทำผม..อุ้ย เยอะแยะเต็มไปหมด...ก็ดี ตอนนี้ติดบ้านมากขึ้น...กินข้าวบ้านก็ดีเหมือนกานประหยัดดี...เอาตังค์ไปช้อบดีก่า..
     
    ตอนนี้เริ่มต้นใหม่...แฮปปี้ดีมาก...อะไรๆกะลังจะเข้าที่เข้าทาง...เริ่มจะกลับมาเหมือนเดิมได้ละ...แต่เตือนตัวเองอยู่ว่าอย่าเฮฮาปาร์ตี้เพลืน...จนลืมจุดมุ่งหมายที่มา...เริ่มคมละ...สาระเริ่มมา...เอาเป็นว่า ไม่ต้องเป็นห่วงนะค้า...จะเปนเด็กดีดูแลตัวเองให้ดีที่สุดคร้าบ...แล้วจะรึบกลับไปรับใช้ชาติ..คืนทุนให้นะจ้ะ...ไปล่ะบ้ายบาย
    September 07

    I'm back ... again

    อีกไม่กี่ชั่งโมงเราก็จะมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง ไปใช้ชีวิตเด็กโท อย่างแท้จิงซะที....ดูๆไปการกลับไปครั้งนี้ก็สร้างความกดดันให้เราไม่น้อย ไหนจะต้องเริ่มกลับเข้าสู่วงจรปริญญาอีกครั้ง และเหมือนเดิมคือ ต้องจบภายในเวลาที่กำหนดไว้อีกตะหาก...เฮ้อ แล้วแต่เวรแต่กรรมละกันเน้อ...(ไอ้ใบที่แล้วกว่าจะได้มาก็เลือดแทบกระเด็น แล้วใบนี้ตูจะรอดมั้ยหว่า?)
     
    การกลับมาบ้านคราวนี้ทำให้เราได้รับพลังอย่างเต็มเปี่ยมจากคนรอบข้าง...จนเราแทบไม่อยากกลับไปอีกแล้วอ่ะ...แต่เอาเถอะกลับไปรับใช้ชาติ แล้วค่อยกลับมาเติมพลังใหม่(แต่มีคนจะไม่ให้เรากลับให้อยู่ปีนึงเลย...555จาคอยดู อย่ามาง้อเค้าให้กลับแล้วกัน...)กลับบ้านคราวนี้ได้อะไรตั้งเยอะแยะ...ทั้งไปเอาบุญกลับมาฝากที่บ้าน และไปผลาญเงินให้ที่บ้าน...แถมที่ตั้งใจว่าจาไดเอต ก็เข้าล็อกเดิมคือ ตุนไว้ก่อน เดวค่อยว่ากัน...
     
    และพี่ๆน้องๆผองเพื่อนก็รักกันจิงจัง ฝากฝังกันใหญ่ เชิญนะคะ ใครจะมาปักกิ่งมาหาเราได้ เราเก็บค่าที่พักไม่แพงหรอก...มากันเยอะๆน้า จาได้ไม่เหงา...เอาของฝากมาฝากด้วยล่ะ  เอาล่ะ ไปเตรียมตัวนอนดีก่า เดวพุ่งนี้ตื่นไม่ไหว...
     
    สุดท้าย ขอขอบคุณสปอนเซอร์ต่างๆที่ให้การสนับสนุน เดี้ยนมาโดยตลอดนะค้า...แน่นอน ต้องป๊า-ม้า สำหรับค่าเทอม...แก็งลูกหมู(แอน - ที่คอยจัดการเรื่องคอมให้ และ คอยลับฝีปากทะเลาะกัน งอนกัน จนเบื่อ ...แต่มันโคดใจแข็งเลยไม่ยอมง้อก่อน ขอโทด มันยากรึไงฟะ  บอส-บอย ที่ให้กอด ให้ฟัด ให้ตบ กระทืบ...แหะๆ เอาน่า รักหลอกจึงตบเล่น) ขอบคุณ ป๊าเตี๋ย-ม้าโกว สำหรับตั๋วไปกลับ ฮ่องกง และ ค่าขนม อาอึ้ม-อาแปะ สำหรับค่าขนมเหมือนกาน...อี้ฮั้ว-สำหรับค่าขนมและอาหารหร่อยๆ...ตุ้ดตู่ ที่คอยตะลอนๆไปกะเค้าตลอด ทั้งกิน เที่ยว นอน ... ใช้ชีวิตด้วยกันนานก่าไอ้แอนอีก...เฮียกี้ ที่ในที่สุดก็พาไปกินกุ้งเผาซะที หลังจากตื้ออยู่นาน...ต้า สารถีที่คอยขับพาไปเที่ยว...ก้อย น้องรักที่เข้าข้างกันเสมอเมื่อมีคนมาว่า เราอ้วน...และหมูนา ที่ทำงานอยู่นั่นแหละ เจอกันสองครั้งเองง่ะ...รวมถึงเพื่อนๆทุกคนเลยน้าที่มาพาไปสังสรร(เพื่อนซฟ...ตอง ตูน เจี้ยบ โบ หนก ปุ้ก / เอ้ / ลี่ ออม / เกด พี่แนน ออย หยุ่น) และขออภัยด้วยที่บางครั้งก็เบี้ยวนัด(ตาล เอ้/ มุก ออม ลี่)...แบบว่า คิวเต็มอ่า คราวหน้าเราจะอยู่ให้นานกว่าเดิมแน่ๆ...กลับบ้านคราวนี้มีความสุขมากมายแบบว่าตุนไว้เผื่อไม่ได้กลับเทอมหน้า...ขอบคุณทุกคนอีกครั้งสำหรับกำลังใจจ้า..(เหมือนกะลังจะออกเทปมะ)
     
    โอเคๆ ไปจิงๆละ...ไว้จะมาเล่าอีกทีนะ ว่าเราจะเจออะไรต่อไปในเทอมนี้...ไปล่ะ บายบาย
    August 02

    Xi'an trip

    ฮือๆๆ อุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักผิวให้มันขาวก่อนกลับไทย กลับต้องมาผจญภัยท้าแดดจนตัวดำปื้ด...แถมยังอ้วนกลมอีก แต่ไม่เปนไรทริปนี้ได้อะไรหลายอย่างคุ้มดีเหมือนกัน เอาเปนว่ามาเริ่มจากเมืองแรกเลยดีก่าเนอะ

     

                              ลั่วหยาง...กว่าจะถึงวัดเส้าหลิน

    การจองตั๋วไม่ใช่เรื่องยากเลยแฮะ แค่เดินไปเอเจนซี่ที่ขาย บอกวันเวลา จ่ายตังก็ได้ตั๋วรถไฟมาละ...จากนั้นก็แพ็คข้าวของ..ออกเดินทางโดยตู้นอนแอร์ซะด้วย...ถึงปุ้บก็จัดหาโรงแรมที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก แล้วก็ย้อนกลับไปซื้อตั๋ว โอ้ม่ายยย...ตั๋วไปซีอานหมด เหลือแต่แบบเบาะนั่ง..แต่ก็ยังดีที่มีแอร์ แค่หกชั่วโมงคงไม่เปนไร...จากนั้นวันแรกก็ไปเที่ยวหลงซาน ที่เปนรูปพระแกะสลักบนหน้าผาหิน...วันแรกเหนื่อยมากๆ พอกลับมาถึงปุ้ป ก็ไปจองรถเที่ยวเส้าหลินต่อ..นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของความหงุดหงิด เพราะเราฟังไม่ชัดหรือมันบอกไม่ละเอียดว่า ต้องให้ไกด์มันซื้อตั๋วให้ด้วยก็ไม่รู้ เปนอันว่าเราต้องไปแบบทัวร์หนึ่งวัน  โดยเสียค่ารถไป 30+ค่าตั๋ว(ที่บางอันก็ไม่เก็บค่าผ่านประตู)ไปอีก120...เราโกรธไอ้ไกด์คนจีนมากๆ (เจ็บใจตัวเองด้วยที่เถียงมันไม่ทัน...หนอยคนจีนไม่หลอกลวง...นี่แหละ แกกะลังหลอกช้าน)...เปนอันว่ากว่าจะถึงเส้าหลินก็ปาเข้าไปตอนบ่าย...เสดแล้วก็กลับมาที่โรงแรม ขอเช่าห้องสองชั่วโมงเพื่ออาบน้ำเพราะว่าร้อนมากๆ...แล้วก็เชกเอาท์เดินทางไปยังสถานีรถไฟ...ระหว่างรออยู่ก็เจออาอี้คนนึงมาตีสนิทถามนี่นู่นแล้วก็เออ ออ ห่อหมกให้เราไปร่วมทริปกะเค้าซะงั้น บอกว่ามีญาติอยู่ซีอาน เดวจัดที่พักให้..เราก็เลยยิ้มๆไม่ได้พูดอะไร...พอขึ้นรถปุ้ปก็ชิ่งหนีมาเลย

                               ซีอาน...โอ้มายก้อด

    ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดเนื้อตัวไปหมด..เพราะอะไรน่ะหรอ...ก็ไอ้เบาะนั่งนี่แหละ...ไม่รู้ว่าจะพลิกตัวไปทางไหนดี แถมแอร์ที่ว่าก็ดันร้อน มีแต่ลม...คนจีนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ยุกยิกน่ารำคาญเปนอย่างยิ่ง...ลงจากรถด้วยสภาพซิ้ม และมีอาการรำคาญคนจีนขึ้น(ติดมาจากเรื่องไกด์) จากนั้นก็มีคนจีนเดินมาตอมๆเราถามเรื่องโรงแรม แล้วยังจะมีอาอี้ที่เจอเมื่อวานอีก ขนาดว่าจาชิ่งออกมาแล้วนะ...มันยังให้ญาติ? มันมาเดินตาม จะพาไปพักที่โรงแรมให้ได้ เราก็เดินเลี่ยงไปมา บอกว่าไม่เอาก็แล้วก็ยังมาอีกแถมจะซื้อตั๋วไป ไท่หยวนให้อีก...ม่าย...อย่ามายุ่งกะช้านนนน...เราเริ่มเข็ดจากตั๋วนั่ง เลยจะมาซื้อตั๋วนอนแทน...จากนั้นเมื่อสลัดแมลงหวี่แมงวันต่างๆได้แล้วก็เริ่มออกหาที่พัก...แล้วก็เริ่มเที่ยวจากในตัวเมือง...ซึ่งก็หรูหราใช้ได้ มีห้างร้านต่างๆมากมายจนไม่รู้ว่าเราต้องมาช้อบไกลถึงซีอานเลยหรอ?...วันรุ่งขึ้น ด้วยความที่เข็ดไม่อยากใช้ไกด์เราเลยอาศัยรถเมล์ไปยัง สุสานทหารหิน จิ๋นซีฮ่องเต้เองซะเลย...ซึ่งระหว่างก็มีคนมาถามอีก จนความอดทนสิ้นสุด เลยหันไปพูดดังๆว่า...ปู๋เหย้า...(ไม่เอา โว้ยยยย)...แต่พอมาถึงสุสานทหารหินก็หายเหนื่อยนะ เพราะว่า อลังการงานสร้างมากๆ บวกด้วยสงสัยว่า สร้างมาทำไม...เพื่อ?...แปลกว่ะ...ทุกอย่างกะลังจะดีแล้วเชียว ฝนดันมาตกซะ...ร่มก็ไม่ได้เอามาเลยกำ เปียกปอนหมดเลย...

                               ไท่หยวน-ผิงเหยา...หนูอยากกลับบ้าน

    ม่าย....เชื่อมั้ยเมื่อคืนเราต้องเผชิญอะไร เรานั่งรถไฟตู้นอนแบบไม่มีแอร์สมัยสงครามโลก...และรายล้อมไปด้วยคนจีนที่มันร้อนจนแก้ผ้าเดินไปมา...ก้อด....ถ้าหน้าตาดีขาวใสวัยรุ่นว่าไปอย่าง...นี่บ้างก็ตัวดำปึ้ด บ้างก็ลงพุงเหี่ยวๆ...พอมาถึงไท่หยวนปุ้ปก็จัดแจงฝากกระเป๋าแล้วออกเดินทางโดยรถบัสเพื่อต่อไปผิงเหยาเลย...ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษก็ถึงผิงเหยา ...พอลงรถปั้บก็ไม่ยักจะเห็นเมืองโบราณเลย..มีแต่ไอ้สามล้อที่จะมาล่อลวงเราให้ไปกะมัน...ตอนแรกบอกแค่สิบหยวน...คุยๆไปมากลายเป็นเจ็ดสิบซะงั้น...เลยโมโห เดินเองซะเลย...แบบว่าเห็นหอคอยอยู่ลิบๆเดินไปเองก็ได้ฟะ...ความเก่าแก่ของที่นี่ก็สวยไปอีกแบบ แต่....มันมีเรื่องสยองขวัญอ่ะดิ...แบบว่าเดินๆอยู่มีขบวนรถไรไม่รู้เปิดเพลงแบบว่าโหยหวนซะ...ไอ้เรารึเลยถามคนแถวนั้นเค้าบอกว่า...ชูปิง...(ชูออก/ปิงทหาร *ชูปิงออกไปเป็นทหาร???) แต่มันไม่ใช่อ่ะสิ...แบบว่าเป็นรถขบวนขนศพ...กรรม...ไอ้เราเลยเดินเลี่ยงไปพยายามไม่มอง...เดินไปอีกแยกขึ้นไปจุดชมวิวที่สร้างเป็นซุ้มตรงถนนไว้...วิวสวยและเห็นทิวทัศน์ทั่วทั้งเมืองชัดมากๆชัดจนเห็นว่าขบวนนั้นกะลังมุ่งหน้ามาทางถนนเส้นนี้...เวงแล้วไง...จะลงก็ไม่กล้าเพราะถนนมันเส้นเล็กมาก แบบว่าถ้ารถมาก็มาแบบใกล้ๆเลย...จะยืนข้างบนก็เกรงว่าจะไม่เหมาะที่จะยืนค้ำอยู่...แถมขบวนก็ยาวมากๆ...ในที่สุดก็ตัดสินใจลง...ไอ้ต้นๆน่ะไม่เท่าไหร่แค่เสียงเพลง..ไอ้ตอนท้ายนี่สิ มีเสียงร้องห่มร้องไห้ด้วย..ขนแขนสแตนอัพเลยค่ะ...พอขบวนผ่านไปแล้วเราเห็นว่าเย็นเต็มทีละ เพราะเรากะไม่ค้างว่าจะนั่งรถบัสกลับปักกิ่งเลย...เค้าบอกว่าใช้เวลาแค่หกชม.เท่านั้น...

                         ปักกิ่งจ๋า.... ช้านมาแล้วววว

    หกชั่วโมงจะถึงปักกิ่ง อะไรกัน นี่มันปาเข้าไปสิบสองชั่วโมงแล้วนะ...จะว่าออกจากอู่สายก็อาจมีส่วน...เพราะไอ้คนจีนข้างหลังอ่ะดิ แค่สิบหยวนค่าทางด่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มก็ไม่ยอมจ่าย..ไล่ลงรถก็ไม่ไป...ต้องให้คนทั้งรถรุมด่าดังๆถึงจะยอม..แปลกมากๆ...การนั่งรถสิบสองชั่งโมงมันทรมานมากๆ แถมมัยยังเปิดแอร์ลม...แอร์ที่ไม่มีแม้แต่ความเย็น..ทั้งๆที่มันสามารถให้ความเย็นได้ แต่มันบอกว่าหนาวเกินไป...ไรฟะ ตูร้อนจนจะเปนหมูต้มอยู่แล้ว...สิบสองชั่งโมงบนรถบัส เพราะสาเหตุมาจากด่านตรวจรถสิบล้อ...เฮ้อ เหนื่อยเหลือหลาย..เซงเต็มที่..กว่าจะถึงปักกิ่ง....

    July 16

    Oh Korea!!! I'll be back

            การเดินทางสู่เมืองกิมจิ ก็จบลงอย่างราบรื่น...เราใช้ชีวิตในโซลทุกรูปแบบจจริง...อยู่อย่างราชา จนถึง ยาจก...สมาชิกในการเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมสามคนด้วยกัน...แตงโม(เราเอง),คาราเมล(ไอ้หยุ่น)และ โปเตโต้(คุณเดวิด)...
      
                                                                            +++   วันที่หนึ่ง   +++ 
     ...พอล้อเครื่องแตะพื้นดินปุ้ป กลิ่นบ้านนนอกเข้ากรุงของเราก็โชยมา ทุกอย่างดูตื่นตาไปหมด...ทั้งสถานที่,สิ่งของ...และ คน...พอหาซื้อตั๋วรถบัสได้แล้วเราก็นั่งรถบัสไปยังบ้านเพื่อนโปเตโต้ที่จะเป็นที่พักของเราตลอกทริปนี้...หม่าม้าของเพื่อนโปเตโต้ดีมากๆๆ ไปรับส่งเราที่subway ตลอดทั้งทริป(การเดินทางส่วนใหญ่ใช้ใต้ดินทั้งนั้น)...อาหารมื้อแรกกินอย่างราชาจริงๆ..เพราะเราต้องไปที่ทำงานของพ่อเค้า ซึ่งเป็นระดับCEOเลยอ่ะ...อิตาเลี่ยนฟู้ด ที่เราต้องเปลี่ยนโหมดเป็นโหมดไฮโซ ทำเอาคาราเมลนั่งเก็บอารมณ์ขำอยู่คนเดียว...จากนั้นเราก็นั่งใต้ดินเข้าเมืองเพื่อไปดูอาควาเรี่ยม(ตั๋วฟรีอีกตะหาก...โอนิได้ตั๋วฟรีมาเลยพาไปดู)ช่างตื่นตาตื่นใจจริงๆ จัดได้น่ารักมากๆ...จากนั้นเราก็ไปเดินห้างและตบท้ายด้วยอาหารเย็นที่ติดกันสองรอบเลย รอบแรกกะโอนิ รอบสองกะเพื่อนโปเตโต้...       
     
                                                                             +++   วันที่สอง    +++ 
    ...ตื่นมาก็ทักทายกะหม่าม้าก่อนจากนั้นก็ เบลล่า...เบลล่าเป็นสมาชิกอีกคนนึงที่สำคัญมิใช่น้อยเพราะเป็นเพื่อนสี่ขายามเหงาให้หม่าม้ายามที่สามีและลูกไปทำงาน...เบลล่าเป็นหมาที่ฉลาดมาก(เค้าว่ามา)แต่เราว่ามันหยิ่งและเกลียดผู้หญิงด้วยกันเอง...เราเลยมักแอบแกล้งมันอยู่เสมอ...อาหารกลางวันที่บ้านวันนี้อาหร่อยมากๆ เป็นหมูย่างเกาหลี...เค้าทำให้เรากิน(โอ้ช่างดีเหลือเกิน...ให้เราอยู่อย่างหรูหราแล้วยังมีอาหารอร่อยให้กินอีก)...จากนั้นเราก็ไปพระราชวังกะ ถนนคนเดินของที่นู๋น...อันกุก..อินซาตง...อินแทวอน...ซึ่งมีของที่ระลึกมากมายให้ซื้อ (แต่เราดันไม่ซื้อต้องไปซื้อที่แอร์พอตแทน..) แล้วก็ไปกินอาหาร ขนม ย่านที่วัยรุ่นเดินชนกันไปหมด...ตื่นตาตื่นใจเจงๆ
     
                                                                               +++  วันที่สาม  +++  
    ...อินชอน...เป็นเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากโซลนัก...ประมาณปริมณฑล...ที่เมืองท่านี้สามารถข้ามไปอีกเกาะที่เป็นที่ถ่ายละคร ฟูลเฮ้าส์เอย...เลิฟแซดสตอรี่เอย...สแตร์อเวย์ทูเฮเว่นเอย...แต่++มันทุบทิ้งไปหมดแล้วอ่า เสียดายจริงๆ...บนเกาะนี้ได้กินอาหารทะเลสดๆมากมายและที่สำคัญ ปลาหมึกเป็นๆ...เค้ากินกันเป็นๆเลย..ว่ากันว่ากินแล้วผิวสวย แต่ไม่กล้าอ่ะ กัว...มาที่นี่สื่สารกันมันส์มาก เพราะ ทั้งแตงโม..คาราเมล..และโปเตโต้ ต่างพูด เกาหลีไม่ได้เลยจริงๆ...ภาษาใบ้จริงๆ...ที่นี่ได้เลี้ยงฉลองวันเกิดเราด้วย..ฮิฮิ...กินอาหารทะเลกันข้ามวันข้ามคืนทีเดียว
                                                                              
                                                                                +++   วันที่สี่  +++ 
    ...กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปตอนเยนแล้ว..วันนี้นัดเพื่อนเกาหลีที่เรียนรด้วยกันที่ปักกิ่ง...ตลกดีมาเยียมถึงเกาหลี...จากนั้นก็ได้กินข้าวกันพร้อมๆกะโอนิด้วย...ตอนนี้แหละเค้ากะจะเซอร์ไพรส์วันเกิด กลายเป็นว่าเราดันเห็นซะก่อน เลยต้องทำเป็นไม่เหนซะ..เหอๆ ต่อจากนั้นเราก็ไปเที่ยวกันต่อ...ที่แรกที่ไปเหมือนกะบาร์เกย์เลย...ที่สองค่อยดีหน่อย..เป็นฮิปฮอป...ด้วยความที่ค่าเข้าก็แพงอยู่แล้ว..แถมให้แค่ดิงค์เดียว เราเลยต้องออกมาบิ้วก่อนที่แฟมิลี่มาร์ท ซึ่งที่นี่ก็ดีมีโต้ะให้นั่งด้วย...เราอยู่กันจนไม่มีใต้ดินและรถเมล์กลับบ้าน ไอ้ครั้นจะนั่งแท็กซี่ก็คงจะหมดตัวซะก่อน...เราเลยไปลงเอยที่...ชิมจิบัง...เคยดูหนังเกาหลีมะ...ที่นางเอกพระเอกชอบไปกันน่ะ..กึ่งๆเซาว์น่า กึ่งที่อาบน้ำ...แต่ที่เราไปนี่นะมันมีแต่อาม่าอ่ะ...เสียดายมาก...ที่ชิมจิบังนี้ คุณสามารถออกกะลังกาย  อาบน้ำ  กินข้าว  เซาว์น่า จนถึง...นอน...มีตู้เก็บของให้ ห้องน้ำแยกชายหญิง ดีจริงๆ...
                                                                              +++   วันที่ห้า  +++
    ...หลังจากกลับมาถึงบ้านในตอนเช้า เราก็ต้องรีบเก็บข้าวของไปเที่ยวรีสอร์ทที่ป่าป้าเพื่อนโปเตโต้จองให้เรา จองให้เราซึ่งออกเดินทางตั้งแต่เที่ยง...ไปกันสี่คนแล้วไปรับแฟนเค้าอีกที กลายเป็นห้ารคนผจญภัยบนรถเก้าชั่วโมง...แต่พอไปถึงแล้ว...อะลังการงานสร้างมากค่ะ...แบบว่าเป็นที่ๆมีทุกอย่างอยู่ในนั้นแถมวันนั้นมีมินิคอนเสริต์เอมทีวี มีจุดพลุด้วย...ประทับใจมาก...หน้าหนาวที่นี่โด่งดังมากในการมาพักเล่นสกี...พอหน้าร้อนก็เป็นที่พักผ่อนเล่นกอล์ฟ สวนน้ำ...วิวาดิ...เป็นที่โรแมนติกมากๆ ในห้องมีสารพัดสิ่ง...อยากทำอาหารเองก็มีเครื่องใช้ให้พร้อม...ชอบอ่า...
                                                                               +++  วันที่หก  +++
    ...เดินทางกลับจากวิวาดิ ก็ปาไปครึ่งวันแล้ว...จากนั้นเราก็นัดฮากายองไปดัดผม...ดัดออกมาดูดีเชียว เป็นเด็กเกาหลีไปเลย...จากนั้นก็ชอปปิ้ง ชอปปิ้ง...แล้วก็เกือบไปนอนชิมจิบังอีกคืน...แต่เพื่อนโปเตโต้เลิดงานมารับพอดี...ตีสาม..เลิกงาน...ทำงานกันบ้าระหำมากๆ...
                                                                                +++  วันที่หก  +++
    ...รายงานสภาพอากาศวันนี้ มีพายุเข้าหนัก...สายการบินในประเทศงดบินหมด...เอาล่ะซิ...แอบดีใจเล็กๆ เพราะมีความรู้สึกว่ายังไม่กลับน่ะ...ช้อปปิ้งยังไม่พอเลย...แต่เอาเหอะ ยังไงก็ต้องกลับ...ก่อนกลับยังต้องออกไปหาเพื่อนอีกคนก่อน..ซึ่งวันนี้อากาศไม่ดีเลยฝนตกทั้งวัน...แต่ก็เอาเหอะ ดีกว่าอยู่บ้านทั้งวัน...จากนั้นเราก็กลับมาบ้านแพ็คของแล้วออกเดินทางไปยังแอร์พอร์ตโดยรถบัส...หม่าม้าเค้าขับมาส่งถึงที่...การเดินทางไปแอร์พอร์ตเป็นอย่างราบรื่น...พอไปถึงปุ้ป ก็ต้องเข้าไปเชกอิน..แตงโมกะ คาราเมลเชกก่อน เพราะต้องกลับจีน...ส่วนโปเตโต้กลับไทย เชกสามทุ่ม...แต่ๆๆๆ....เค้าไม่ให่เรากลับน่ะ...
                                                                             +++  Special Day  +++
    ...เมื่อคืนเราต้องนอนค้างที่สนามบินล่ะ...ด้วยเหตุว่า เค้าแคนเซิล ไฟว์เรา เพราะสภาพอากาศไม่ดี..เราเลยต้องวิ่งวุ่นหาที่ฝากกระเป๋า...แพลนต่อว่าวันนี้ทั้งวันจะทำอะไรเพราะกว่าจะขึ้นเครื่องก็ทุ่มนึง...เราใช้เวลาทั้งคืนอย่างคุ้มค่า...อดหลับอดนอนไปเล่นเนตเอย..ดูคนเดินไปมาเอย...ในที่สุดก็เช้า...เราก็ตกลงที่จะไป ชินโป...ที่ที่เค้าว่าเป็นแหล่งชอป อีกที่ที่ไม่ต้องนั่งรถเข้าเมืองไป...ปรากฏว่า...แหล่งชอปปิ้งจริงๆ แต่..สำหรับคนแก่ ไม่ก็คนแถบนั้น...ไม่มีอะไรเลย.เหนื่อยก็เหนื่อย..แถมกินอาหารก็ยากลำบากเพราะอ่านไม่ออก ไม่มีรูปให้ดูอีก ...ต้องให้เจ้าของร้านโทรไปหาคนที่พูดจีนได้มาสื่อสาร...ในที่สุดก็นั่งกลับมาโต๋เต๋ต่อที่สนามบิน...และขึ้นเครื่องกลับจีนด้วยความดีใจ....ลาก่อนโซล...แล้วเจอกันอีกนะจ้ะ
    July 02

    Korea"""OhO!!!""An yong

    อันยอง+++ จะไปเกาหลีแล้วนะ...หลังจากวางแพลนต่างๆนานา เราก็ได้ตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเกาหลีเป็นที่เรียบร้อย...ทำใจอยู่สักพักว่าจะไปเรือรึว่าเครื่องดี ท้ายสุดก็เหลือแค่ทางเลือกเดียวคือ เครื่องบิน เพราะ เรือเต็ม...แต่ค่าตั๋วแพงจนน่าตกใจ..ซื้อตั๋วกลับไทยได้เลยอ่ะ...ดังงนั้นทำให้เราต้องติดต่อกลับธนาคารโลกด่วน..ตอนแรกเรานึกว่าเงินจะไม่อนุมัติซะแล้ว แต่เรามีดีที่ฝีปากเนอะ ..ลูกอ้อนเข้าหน่อย...หม่าม้าก็ใจอ่อน แลกกะกระเป๋าสวยๆใบสองใบ คุ้มมากๆ...
     
    แต่การเดินทางจะราบเรียบหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผองเพื่อนเกาหลีทั้งหลายที่จะให้ที่ซุกหัวนอนเรา...โดยเรามีแผนเอ บีและอื่นๆมากมาย...เพราะไม่แน่ใจว่าที่พักจะแน่นอนหรือไม่ เราเลยโทรไป คอมเฟริมกะเพื่อนเกาหลีถึงสองคน...ด้วยความที่งก ไม่อยากเสียค่าที่พักกะค่าเดินทางที่ไกล เราเลยต้องอาศัยความหน้าทน ขออาศัยไปทั่ว เอาเป็นว่า เป็นแพลนของเรา ส่วนของจริงเป็นไงคงต้องดูอีกที...

    Five stars Hotel

    ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ ไฟว์สตาร์โฮเตล...โรงแรมห้าดาวที่ทุกท่านจะได้พบกับความสะดวกสบายและอาอี๋สุดน่ารักที่พร้อมจะบริการท่านอย่างเต็มที่ค่า...
     
    เราคิดว่าเราคิดถูกมากๆที่เลือกบ้านหลังนี้เพราะมันหรูหราไฮโซและรองรับอนาคตมากๆ ยังไงน่ะหรอ ก็ใหญ่โตและพอจะให้ที่พักอาศัยกะเพื่อนๆและญาติมากมายน่ะสิ...แต่เราว่าสนุกดีนะ เทียบกะตอนอยู่บ้านเงียบๆมันเหงาอ่ะ...ยิ่งช่วงนี้ปิดเทอมแล้วไม่ค่อยมีไรทำ ได้เพื่อนๆมาอยู่ด้วยยิ่งดีใหญ่...ไหนจะเพื่อนที่จะไปเกาหลีด้วยกัน...เฮียจากเซี่ยงไฮ้อีก...เลยกลายเป็นรู้จักคนมากขึ้นเลย...อย่างเมื่อวันก่อนมีจัดงานInternational Food Festival ที่บ้าน...อาหารไทย กะเกาหลี อาหร่อยมากๆๆ...การมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ดีอย่างนี้นี่เอง
     
     
    June 08

    การสิ้นสุดของจุดเริ่มต้น

     

    และแล้วก็เหมือนว่าเราจะได้ใช้ชีวิตในเมืองปักกิ่งมาจะครบปีแล้ว จะว่าเร็วก็เร็วจะว่า นานก็นาน...ชีวิตเด็กหอของเรากำลังจะสิ้นสุดลงพร้อมๆกับการเริ่มต้นใช้ชีวิตเด็กโทที่แท้จริงซะที ....ใช้ชีวิตนอกหอ....การผจญภัยอีกครั้ง

     

    แค่เริ่มแรกก็เกือบจะท้อ....การหาบ้านที่ถูกใจ ถูกตา ถูกๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างว่า คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก...ฉะนั้นถ้าราคาห้องมันต่างกันไม่มากนัก แล้วเจ้าของห้องไม่เรื่องมาก ก็นับว่าเป็นเรื่องดี...เราใช้เวลาในการวางแผนดูบ้านเป็นเวลานานเชียวเกือบจะเทอม แต่...แค่สองวันเท่านั้น เราก็เซ็นสัญญาเข้าอยู่กะบ้านที่ถูกใจใช่เลย เท่านั้นยังไม่พอ...เราจะต้องย้ายภายในสองอาทิตย์อีกต่างหาก...เพราะเดวบ้านหลุด...ที่จริงก็ยังไม่อยากไปซะเท่าไหร่หรอก...แต่เป็นทางที่ดีที่สุดแล้วล่ะ...มันคงวุ่นวายมากๆแน่ๆเลย สมบัติเยอะอยู่ด้วย....

    May 09

    Mongolia...My adventure> episode 1

    และแล้วก็ถึงทีเราออกเที่ยวกะเค้ามั่งการผจญภัยสู่ทะเลทรายทางเหนือและทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลียห้าวันนี้มีผู้เข้าร่วมชะตากรรมทั้งสิ้นเจ็ดชีวิต...โดยใช้การตัดสินใจที่รวดเร็วมากๆใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้นในการตัดสินใจเพราะทัวร์จะปิดรับภายในสามชั่วโมงนี้แล้ว...

     

    คืนวันออกเดินทาง เป็นวันจันทร์ที่รถไม่ติดเลย ซึ่งต่างจากที่เราคาดการณ์ไว้...พาหนะที่จานำเราไปสู่มองโกเลียนี้ก็คือ รถไฟตู้นอน ซึ่งก็เป็นพาหนะยอดฮิตติดตลาดจีนมากๆ...และแล้วเมื่อเราลงจากรถแท็กซี่เราก็ต้องช็อกสุดขีด....โอ้มากก้อดดด...หัวลำโพงบ้านเราดูไฮโซห้าดาวมาทันที...มันเป็นลางสังหรณ์แล้วล่ะสิ...สภาพสถานียุคสงครามโลกนี้ทำให้เราอยากที่จะขึ้นรถไฟอย่างเร็ว...มองไปรอบๆแล้วมีแต่คนจีนเป็นส่วนใหญ่...แต่สักพักเราก็เจอเกาหลีกลุ่มนึง  ฝรั่งกลุ่มนึง.....พอถึงเวลาขึ้นรถไฟ...เราก็จัดแจงหาที่พักของเราวางกระเป๋า...ในตู้ที่เรานอนนั้น แปดสิบเปอร์เซนต์เป็นนักเรียนต่างชาติ...ซึ่งใครจะไปรู้เราจะต้องร่วมชะตากรรมเดียวกันตลอดทริปนี้...

     

    หลังจากได้นอนเต็มอิ่มสิบสองชั่วโมงบนรถไฟเราก็พร้อมจะผจญภัยแห่งแรกแล้ว...(ไม่ใช่ว่าเหนื่อยหรอก แต่เพราะไฟมันปิดตั้งแต่ห้าทุ่มเลยบังคับไปในตัวให้นอน)...กรุ๊ปที่เราจะร่วมไปด้วยกันนั้นมีทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดชีวิต(แล้วก็เหมือนเดิมที่เกาหลีมักจะครองเมือง)...จากนั้นเราก็ต้องนั่งรถเข้าไปในทุ่งหญ้า...ซึ่งไม่มีหญ้าซักกะต้น มันแห้งแล้งมากๆ...เราพักกันในเต็นท์มองโกล ที่...ไม่มีห้องน้ำ...พระเจ้า...เชื่อมั้ยว่าเราไม่ได้อาบน้ำเป็นเวลาสองวัน...แถมจะปลดทุกข์ทีก็ลำบากแสนเข็ญ...จะมาได้สบายก็ตอนที่ได้เข้าโรงแรมพักที่ทะเลทราย...ชีวิตที่ทุ่งหญ้ามองโกลนี้อาหารหลักคือ เนื้อแพะ ซึ่งมีเพื่อนบางคนกินไม่ได้เพราะมันเหม็นมากๆ...ดีนะที่เรารอบคอบพกน้ำพริกหมูหยองกะแม็กกี้ไปด้วย...บวกกะได้ซื้อมาม่าจีนเข้าไปด้วย...เลยไม่อดตาย...ตอนที่นอนในเต็นท์ก็เป็นอะไรที่ฮาดี ..นอนๆอยู่ก็ได้ยินเสียงม้าวิ่งๆเดินๆอยู่ข้างเต็นท์ แล้วก็เวลานอนก็รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเชียว ก็อากาศมันหนาวววมากเลยต้องขดตัวรวมกัน...

     

    วันที่ต้องเดินทางเข้าสู่ทะเลทรายก็ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน...เราถึงทะเลทรายก็มืดแล้วเลยไม่เห็นวิว..จะมาวี้ดว้ายตื่นเต้นก็ตอนเช้านี่แหละ...ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่อย่างนี้ในเมืองจีน...ตลอดที่อยู่ที่นี่ รู้สึกว่ามีทรายอยู่เต็มตัวไปหมด รวมถึงปากด้วย...เพราะว่าลมแรงมากแล้วแดดก็จัดมากด้วย..ถึงกระนั้นเราก็ยังสามารถโพสท่าถ่ายรูปได้อย่างไม่กลัวแดด...

     

    การร่วมทริปนี้เรามีแอบไม่ถูกชะตากะพวกเกาหลีด้วยล่ะ เพราะไม่ค่อยเป็นมิตรกะเราเท่าไหร่...แถมยังแอบขี้นินทาคนแอฟริกันแต่ก็ยังได้ผูกมิตรกะคนอิตาลี...อืม..เป็นอะไรที่หนุกดีนะได้มาเที่ยวกะเพื่อนๆแม้จะมีอุปสรรคนิดหน่อย..แต่คับที่ก็อยู่ได้ใช่ม้า...สนุกมากแล้วก็เป็นการผจญภัยเมืองจีนนับว่าครั้งแรกก็ได้นะ(ถ้าไม่นับเทียนจิน ที่ไปเช้าเย็นกลับ)...

     

    ท้ายสุดเราก็ขอบคุณเพื่อนๆที่ให้เราได้เข้าร่วมทริปนี้แล้วก็สร้างความสนุกสนานให้(ไม่ว่าจะเป็น ปุ้ย พี่ทิตย์;พี่กำนัน หยุ่น;หยุ่นยุ้น ออย ปราง ) รวมถึง เพื่อนร่วมทริปอย่าง...ราเชล รูดี้...ยูเนส..และเพื่อนเกาหลี ญี่ปุ่น...ท้ายสุดสุดท้าย ไกด์ของเราที่แม้จะหน้าเลือด ขี้ฟัน ขี้โม้ ลำเอียง ไปหน่อย แต่ก็สามารถพาเราส่งคืนปักกิ่งได้อย่างปลอดภัยครบสามสอง...ขอบคุณค่า...ทริปหน้าเจอกัน.. เร็วๆนี้แน่

    April 18

    Believe in me , I'm transalator na .

    พูดไรมาเนี่ย...ใจเย็นๆสิ ...อืมจะรอดมั้ยเนี่ย...กับไกด์จีน อาเหว่ย ชายจีนตัวสูง กันคิ้ว และดีหน่อยที่ไม่มีกลิ่นปาก เหมือนเพื่อนของเค้าที่เพื่อนเราต้องประกบด้วย...บ่ายนี้ลูกทัวร์จำนวน สี่สิบห้าชีวิตจะแตะถึงพื้นปักกิ่งอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้...เวลาช่วงเย็นๆ คนที่หนาแน่นเต็มสนามบินทำให้เราตื่นเต้นไม่น้อยกะการเป็นล่ามของเราครั้งแรก...เครื่องบินดีเลย์อยู่นานกว่าจะได้เจอหน้าลูกทัวร์ พร้อมกะพี่หัวหน้าทัวร์  

     

    พี่หัวหน้าทัวร์ที่เราต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย ภาษาจีนของเค้านั้นเรียกได้ว่าเก่งกว่าเราเสียอีก...คิดในใจว่า แล้วจะให้เรามาเป็นล่ามให้ทำไมวะเนี่ย...พอขึ้นรถปุ้บ หน้าที่เราก็เริ่มต้นขึ้น...ตื่นเต้นจนแปลถูกผิด ...อาเหว่ยพูดมาประมาณสองย่อหน้า..เราแปลเหลือสองบรรทัด..โอ้แม่เจ้า เก่งจริงๆแฮะเรา

     

    เลียบๆเคียงๆถามเพื่อนเราดูพบว่า พี่ห้วหน้าทัวร์คันมันพูดจีนได้น้อยนิดก็จริงแต่ประสบการณืเหลือหลาย...แต่กะคันเราพี่แกไม่พูดอะไรเลย..เป็นหน้าที่ไกด์จีนกะเราที่ต้องพูด  พูดดดด ตลอดทาง...มันไม่เหนื่อยบ้างหรอ ...หยุดพูดบ้างเหอะเราจะได้หยุดแปล...

     

    ทัวร์นี้แยกเป็นสองคันก็จริง..แต่เวลาเที่ยวกลับเดินไปพร้อมๆกัน..ก็สบายสิคะ...เรากะเพื่อนก็เลยช่วยกันแปล..มั่วมั่ง...ดำน้ำเอามั่ง...เสริมเพิ่มเติมมั่ง...มีวันที่สองที่เครียดมาก...เนื่องจากต้องเข้าพิพิธภัณท์...ทีนี้การเดินเข้าไปชมเป็นฉากๆนั้นก็ต้องอธิบายประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง..ปกติประวัติศาสตร์ไทยยังจะเอาตัวเองไม่รอดเลย...แล้วความกดดันก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อพบว่า กลุ่มทัวร์ข้างหน้าเราเป็นคนไทยที่มีไกด์เป็นคุณลุงวันหกสิบที่มากด้วยประสบการณ์ และตามหลังด้วยกลุ่มทัวร์ไทยที่ไกด์จีนพูดไทยได้ชัดและเสียงดังพลังเยอะมากๆ...ช่วยด้วย...เราโดนประกบ และไอ้เพื่อนตัวดีก็ดันชิ่งตัวเป็นฉากๆไป...เราต้องทำทุกวิธีให้ความสนใจของลูกทัวร์อยู่ที่เรา ไม่ใช่ไปฟังกลุ่มอื่น...ทั้งตะโกน ทั้งเล่า ทั้งมั่ว....ออกมาจากพิพิธภัณท์นั้น น้ำตาแทบร่วง...ใจห่อเหี่ยวหมดแรงไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น..แถมมาเจอลูกทัวร์วีนแตกอีก..ฮือๆ...แต่ได้กำลังใจจากเพื่อนก็ดีขึ้น....

     

    วันถัดมาเลยเอาคืนซะเลยให้เพื่อนรักแปลตลอด...ที่จริงไม่ใช่หรอก เป็นเพราะไม่ได้ทวนเลยไม่ค่อยแม่นก็เล่นนอนตีสามซะหนิ..เหตุเพราะไปพาลูกค้าสุดเคารพไปเที่ยวไงคะ...แต่วันนี้ดูจะมีเรื่องตื่นเต้น...เพราะ ดันไปจ้ะเอ๋กะ เจ้าของบริษิททัวร์ที่เราตกสำรวจ..เอาสิ เราก็พยายามไม่ไปชนกะเค้าเพราะความเก๋ามันคนละชั้นกัน...ไปๆมาๆ ดันไปยืนชิดติดกันซะงั้น...งานนี้เล่นซะหัวใจแทบวาย...แต่เพื่อนเราบอกว่า ดีแล้วให้เค้าได้เห็นว่า เราก็ทำได้ ไม่ต้องไปง้อ เสียดายมั้ยล่ะที่ไม่เลือกเรา...หุหุหุ

    การเป็นล่ามครั้งนี้ได้เรียนรู้หลายๆอย่าง...ไหวพริบในการพูด เกลี้ยกล่อมลูกทัวร์เพราะ ขี้วีน แถมเรื่องมาก กันจริงๆ การจัดเวลาก็สำคัญ...อืม...ตอนรับตังค์น้ำตาแทบร่วง...เงินก้อนแรกที่หาด้วยตัวเองมันรู้สึกอย่างนี้นี่เอง...

     

    ไปๆมาๆ ล่ามอย่างเราดูจะสบายกว่าเพื่อนๆเพราะ โดนบ่นก็น้อยกว่า...เหนื่อยน้อย รับผิดชอบน้อยกว่า...แต่ดันได้ค่าขนมมากกว่า...ไม่โดนโกงอีกตะหาก..เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดความไม่โปร่งใสและเป็นกลางขึ้นภายในบริษิท รายละเอียดจะเป็นไงเดี๋ยวคงต้องติดตามชมกัน...เหอๆๆ รู้สึกว่าโชคดีที่ตกสำรวจ...เป็นล่ามน่ะดีและเหมาะกะเราละ ...ไม่ต้องไปหลอกใครซื้อของด้วย

    จุดเริ่มต้น...Part time job

    การทำงานพิเศษในปักกิ่งหรือว่าในเมืองจีนเลือกได้น้อย มีอยู่แค่ไม่กี่อาชีพ ที่รู้ๆก็แค่ไกด์กะล่ามแล้วใครว่าจะสามารถทำกันได้ทุกคน..หึหึหึ...ของหยั่งงี้ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ภาษาจีนมากน้อยอย่างที่เราคิดตอนแรก มันอยู่ที่ใครมีกึ๋น และ เส้น ตะหาก....

     

    จุดเริ่มต้นที่ได้ยินมาจากปากของรุ่นพี่ที่ชักชวนสู่วงการทำทัวร์  แรกๆไม่ได้คาดหวังกะงานนี้เท่าไหร่ แต่ด้วยแรงผลักดันบวกกะเพื่อนๆที่เริ่มสนในทำกันมากขึ้นส่งผลให้เพิ่มความอยากทำมากขึ้น ด้วยความสนุก ท้าทาย แถมได้ค่าขนมอีกตะหาก

     

    แต่แค่เริ่มก้อยุ่งยากซะแล้ว มันก็คงเหมือนๆกะสังคมทำงานล่ะมั้ง...แหม มีสองพวกสองฝ่าย ใครๆก็อยากให้เด็กตัวเองได้งานกันทั้งนั้น แต่ไอ้งานนี่มันไม่พอกะคนน่ะซิ เลยต้องเกิดการคัดเลือกและสัมภาษณ์ขึ้น...แล้วไอ้วันสัมภาษณ์ เราก็ไม่พร้อมอีก หัวยุ่งๆฟูๆไป ตอบคำถามก็ดันไม่โดนใจอีก..ใครจะไปรู้ว่ามันจะยุ่งยากขนาดนี้...แถมเราก็ไม่ใช่เด็กในสังกัดซะด้วย...และแล้วผลก็ออกมาว่า ผ่านค่ะ ผ่านเข้าไปอบรมได้...เหมือนประกวดนางสาวไทยเลยอ่ะ...ตอนนี้แหละเริ่มเครียดละเพราะมันต้องมีความรู้ประวัติศาสตร์พอสมควรนะคะ...การเป็นไกด์นี่ มันเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จีนมากๆ  เค้าก็พาเราไปอบรมสถานที่จริงๆเลย...แล้วเจ้าของบริษัทก็ต้องยอมรับว่าเป็นคนเก่งที่เดียว เก่งที่ว่า รู้จักพลิกแพลง...แหมอาชีพไกด์ คนขายประกัน...ฉลาดต้องมากะเฉลียวถึงจะสุดยอด...

     

    การได้เข้าไปสัมภาษณ์จนถึงอบรม แล้วก็นัดเข้าไปรับงาน ...วันนั้นเรามั่นใจมากๆว่าได้งานชัวร์ๆ นึกถึงบรรยากาศตอนประกาศผลเอนท์ละกัน...และแล้วชื่อเรากะเพื่อนอีกคนก็ไม่มี ...ตกสำรวจ...งงมะ ว่าเกิดอะไรขึ้นแบบว่าเรากะเพื่อนยืนเคว้งกันสองคน ท่ามกลางเพื่อนที่ได้รับงานกันทั้งหมด...เค้าไม่ได้ให้งานกันหมดหรอกหรอ...ได้รับทัวร์กี่คนน่ะ...อ่าวมัยไม่มีชื่อล่ะ...คำถามหลั่งไหลมาจนเราไม่รู้ว่าจะยืนตรงนั้นทำไม...โดนแกล้ง โดนรังแก โดนหลอก....สักพักเจ้าของก็เรียกเรากะเพื่อนไปคุย...ว่าไม่ต้องตกใจนะ งานน่ะมีแต่ยังออกรายชื่อมาไมครบ..เอางี้รอสักสองวันเดี๋ยวจะโทรตามอย่าเพิ่งน้อยใจนะ...คงกลัวเราหนีไปทำที่อื่น...เพราะไม่ได้มีบริษัทเค้าที่เดียวที่ทำทัวร์...แต่..เราก็ควรรู้จักเห็นคุณค่าของเราเอง....เลือกคนที่เค้าเห็นคุณค่าของเราสิ จะไปรอคนที่เค้าไม่เห็นคุณค่าของเรา ให้เราเป็นตัวสำรองน่ะหรอ...

     

    การเป็นล่าม อาจจะได้รายได้คงตัว ไม่มีค่าคอมมิสชั่น...แต่เรายึดเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้หนิ แถมไม่เหนื่อยอีกตะหาก ไกด์จีนพูดไรมาเราก็แปลไปตรงๆ...ไม่ต้องรับผิดชอบไรมากนัก..โดนบ่นก็น้อย..การทำหน้าที่เป็นล่ามก็เริ่มเป็นต้นมา...