Moopan's profile>>>Moopan<<<PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    November 27

    Motor Show 2006 Beijing...wow !!! So cool

    และแล้วก็มีเวลาว่างมาอัพเดตซะที...นั่งๆนอนๆดูทีวีก็เจอข่าวงานMotorshow ก็อยากไปขึ้นมาถนัดจิต
    ปกติเวลามีงานแสดงสินค้าเมื่อไหร่เราก็ไม่เคยพลาดตั้งกะ ศูนย์สิริกิต์...ไบเทค..บีอีซีเทโร..
    แต่พอมาปักกิ่ง...หายากเจง...
     
    เราเตรียมตัววตั้งกะ กล้อง ยัน เพื่อน...และเราก็ได้เมตรักเราไปเปนเพื่อน..เหอๆ
    แล้วเราก็โดนคนจีนหลอกคับ...มันเอาที่ตั้งป้ายชี้ทางไปซื้อตั๋วมาตั้งมั่วๆ...ดีนะที่ถามยาม ไม่งั้นคงไปไม่ถึง..วันสุดท้ายแล้วด้วย
    ไปถึงเราก็ตื่นตากะรถ...รถจีน ยี่ห้อหลากหลาย
    BMWจีน Landroverจีน  กำ กล้าทำกันด้วย...ว่าแล้วก็เดินไปดูของนอกดีก่า
    โอ้ๆ รถเจ๋งๆทั้งนั้นเลย...แต่พริตตี้ ไม่งาม ที่งามก็มีน้อยนิด...เฮ้อ แต่พนักงานขายบีเอมดิ ไปขุดมาจากไหนวะ..น่าตาดีโคดๆ
    โดยรวมแล้ว...งานนี้หนุกหนาน ได้อาหารตา เยอะแยะ
    ไปดูรูปเอาเองละกันนะ
     
    October 26

    Oct. เดือนแห่งการวิจัย

    เดือนแห่งการวิจัย...ทำไมน่ะหรอ เราเองก็ยังไม่รู้ว่าเปิดโครงการวิจัยฟุตบาทไปทำไม งงอ่ะดิ ...?
    เอาเป็นว่าเราเริ่มตัดริบบิ้นเปิดโครงการไปตั้งกะปลายเดือนที่แล้ว...ไปงานวันเกิดเพื่อน แล้วกะเนียนกลับ...แบบว่าไม่ไหวละ กลับก่อนนะ
    เนียนไปมา กลายเปนมึนจิงๆ(แค่มึนนะ)จากนั้น เรากะน้องรักก็ เดินตุปัดตุเป๋ แล้วก็ไม่รู้ว่าคัยพาคัยลงไปในพุ่มไม้...
    ไอ้น้องรักนี่โดนเราทับแบนเลย ส่วยเราน่ะหรอ ...ไม่เปนหรอก แต่ หน้าแข้ง เขียวปั้ด...แบบว่า อยากรู้ว่าฟุตบาทมันแข็งจิงๆอ่ะป่าวไง???
    เท่านั้นยังไม่พอคับ...เรายังคงไม่แน่ใจใน สถานะของมัน...
    เราเริ่มพิสูจน์อีกครั้งในงานวันเกิดรุ่นพี่ตอนต้นเดือน...คราวนี้ไปแบบสติดับวูบ?
    ตอนเช้าตื่นมาอีกที ...เอ้ะ มัยเจ็บๆวะ มาดูกระจก...ช็อกค่ะ++
    เดืนไปหน้าห้องน้องแบบว่า เกิดคำถามมากมาย(คำถามที่ต้องตอบ)...น้องแกบอกว่า เผลอแป้ปเดวเราพุ่งตัวลงไปเองเลย.คราวนี้แบบว่าไม่รู้ตัวเจงๆ
    กรรม...กรรม หน้าเปนแผล เบ้อเร่อ หยั่งกะไปรบกะคัยมา?
    ใช้เวลารักษาอยู่อาทิด แหน่ะ ก่าจากล้าออกไปเผชิญโลก...ใครถามก็จาบอกว่า ไปกินไก่แล้วสะดุดล้ม..
    แต่...จำได้ว่า วันนั้นคนที่อยู๋ในเหตุการณ์ เยอะมากกก...
    ไม่รู้เว้ย ...อายไม่อยากจำ...
    เอาเปนว่า ...เข็ดแล้วจ้า.......
    แล้วเราก็ปิดโครงการวิจัยไปอย่างถาวร และก็พิสูจน์กฎที่ว่า...
    ?!?...จากการวิจัยพบว่า ฟุตบาททำมาปูน มันแข็ง ไม่ควรเอา หน้าแข้งและหน้าไปกระแทก...?!?
     
     
     
     
     
     
    September 25

    วันชาติจีน...ไปไหนดีหว่า...

    และแล้วเราก็เป็นเด็กโทมาเกือบจะครบเดือนละ...อาทิตย์หน้าได้หยุดวันชาติแล้ว...เย้ๆๆ...แต่...ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหนดี...เฮ้อ...อาจจะได้ไปรึ อาจจะไม่ได้ไปก็ได้ ...แต่ไม่เป็นไร เพราะเราคงไม่เหงาอย่างแน่แท้เพราะมีทั้งเพื่อนๆและ อาเจ้ ที่จะมาหาเราถึงนี่...มาจิงป่ะเนี่ย...ฮ่าๆคิดถึงเราจนต้องบินมาหาเลยช่ายป่าว...เอาเป็นว่า ถ้าได้ไปเที่ยวจิงจัง ก็จามาเล่าละกันนะ
     
    อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ากินไก่ไปกี่ฟาร์ม รู้แต่ว่าวันหลังจะไม่ถีบจั้ก..ไปเรียนละ กะว่าจาบินไป...กินจนจะทำวิจัยร้านไก่ในเขตนี้ได้ละ...เหอๆ แถมไม่กินป่าว...ยังลำยองอีก กำเจงๆ...ไม่รู้ทำมัยชีวิตมันถึงเรื่อยๆเปื่อยๆถูๆไถๆกลมๆอ้วนๆ ...อย่างนี้นะ...มันลอยๆไงไม่รู้..ไม่ได้ละ ต้องหาไรทำซะแล้ว...บางคนว่าเราอารมณ์ดีเกินไป...อืม...ก็มันไม่เครียดนี่หว่า...มีคนให้แกล้ง(เมดที่รัก) กวนๆมันไปหนุกดี
     
    แต่ตอนนี้มันหนีเราไปไหนไม่รู้อ่า...ให้พี่มันเฝ้าบ้านคนเดียว...เหงานะเฟ้ยยยย...ยิ่งกัวๆอยู่...หนอยแอบหนีเที่ยว ...วันหลังหนีมั่งดีก่า เหอๆๆ
    September 18

    #1509...Home sweet Home

    ง่า...กลับมาแล้วคร้าบ...ตอนนี้เริ่มเรียนไปได้สักสองอาทิด ได้ละ ...เหมือนเดิมเลยคือ เรียนไม่รู้เรื่องอีกละ...ยากว่ะ เรียนหนักเหมือนตอนเรียนที่หมาลัยเลย...วงจรชีวิตเดิมๆเลยกลับมาอีกครั้ง...แถมเพื่อนๆแต่ละคนฟิตๆทั้งนั้นเลย เกาหลีงี้ขยันโคดๆ...เอาเหอะสู้โว้ยๆ...
     
    ตอนนี้ที่บ้านจะเป็นศูนย์รวมทุกอย่าง ...เป็นอะไรที่ครบวงจรมากๆ มีทุกอย่าง เป็นได้ทุกอย่างด้วย ...ยกเว้นเรื่องเดียวที่เป้นไม่ได้คือ...ห้องสมุด..นอกนั้นเปนได้หมด...ตั้งแต่คาราโอเกะ..ร้านอาหาร..ร้านเนต..ร้านทำผม..อุ้ย เยอะแยะเต็มไปหมด...ก็ดี ตอนนี้ติดบ้านมากขึ้น...กินข้าวบ้านก็ดีเหมือนกานประหยัดดี...เอาตังค์ไปช้อบดีก่า..
     
    ตอนนี้เริ่มต้นใหม่...แฮปปี้ดีมาก...อะไรๆกะลังจะเข้าที่เข้าทาง...เริ่มจะกลับมาเหมือนเดิมได้ละ...แต่เตือนตัวเองอยู่ว่าอย่าเฮฮาปาร์ตี้เพลืน...จนลืมจุดมุ่งหมายที่มา...เริ่มคมละ...สาระเริ่มมา...เอาเป็นว่า ไม่ต้องเป็นห่วงนะค้า...จะเปนเด็กดีดูแลตัวเองให้ดีที่สุดคร้าบ...แล้วจะรึบกลับไปรับใช้ชาติ..คืนทุนให้นะจ้ะ...ไปล่ะบ้ายบาย
    September 07

    I'm back ... again

    อีกไม่กี่ชั่งโมงเราก็จะมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง ไปใช้ชีวิตเด็กโท อย่างแท้จิงซะที....ดูๆไปการกลับไปครั้งนี้ก็สร้างความกดดันให้เราไม่น้อย ไหนจะต้องเริ่มกลับเข้าสู่วงจรปริญญาอีกครั้ง และเหมือนเดิมคือ ต้องจบภายในเวลาที่กำหนดไว้อีกตะหาก...เฮ้อ แล้วแต่เวรแต่กรรมละกันเน้อ...(ไอ้ใบที่แล้วกว่าจะได้มาก็เลือดแทบกระเด็น แล้วใบนี้ตูจะรอดมั้ยหว่า?)
     
    การกลับมาบ้านคราวนี้ทำให้เราได้รับพลังอย่างเต็มเปี่ยมจากคนรอบข้าง...จนเราแทบไม่อยากกลับไปอีกแล้วอ่ะ...แต่เอาเถอะกลับไปรับใช้ชาติ แล้วค่อยกลับมาเติมพลังใหม่(แต่มีคนจะไม่ให้เรากลับให้อยู่ปีนึงเลย...555จาคอยดู อย่ามาง้อเค้าให้กลับแล้วกัน...)กลับบ้านคราวนี้ได้อะไรตั้งเยอะแยะ...ทั้งไปเอาบุญกลับมาฝากที่บ้าน และไปผลาญเงินให้ที่บ้าน...แถมที่ตั้งใจว่าจาไดเอต ก็เข้าล็อกเดิมคือ ตุนไว้ก่อน เดวค่อยว่ากัน...
     
    และพี่ๆน้องๆผองเพื่อนก็รักกันจิงจัง ฝากฝังกันใหญ่ เชิญนะคะ ใครจะมาปักกิ่งมาหาเราได้ เราเก็บค่าที่พักไม่แพงหรอก...มากันเยอะๆน้า จาได้ไม่เหงา...เอาของฝากมาฝากด้วยล่ะ  เอาล่ะ ไปเตรียมตัวนอนดีก่า เดวพุ่งนี้ตื่นไม่ไหว...
     
    สุดท้าย ขอขอบคุณสปอนเซอร์ต่างๆที่ให้การสนับสนุน เดี้ยนมาโดยตลอดนะค้า...แน่นอน ต้องป๊า-ม้า สำหรับค่าเทอม...แก็งลูกหมู(แอน - ที่คอยจัดการเรื่องคอมให้ และ คอยลับฝีปากทะเลาะกัน งอนกัน จนเบื่อ ...แต่มันโคดใจแข็งเลยไม่ยอมง้อก่อน ขอโทด มันยากรึไงฟะ  บอส-บอย ที่ให้กอด ให้ฟัด ให้ตบ กระทืบ...แหะๆ เอาน่า รักหลอกจึงตบเล่น) ขอบคุณ ป๊าเตี๋ย-ม้าโกว สำหรับตั๋วไปกลับ ฮ่องกง และ ค่าขนม อาอึ้ม-อาแปะ สำหรับค่าขนมเหมือนกาน...อี้ฮั้ว-สำหรับค่าขนมและอาหารหร่อยๆ...ตุ้ดตู่ ที่คอยตะลอนๆไปกะเค้าตลอด ทั้งกิน เที่ยว นอน ... ใช้ชีวิตด้วยกันนานก่าไอ้แอนอีก...เฮียกี้ ที่ในที่สุดก็พาไปกินกุ้งเผาซะที หลังจากตื้ออยู่นาน...ต้า สารถีที่คอยขับพาไปเที่ยว...ก้อย น้องรักที่เข้าข้างกันเสมอเมื่อมีคนมาว่า เราอ้วน...และหมูนา ที่ทำงานอยู่นั่นแหละ เจอกันสองครั้งเองง่ะ...รวมถึงเพื่อนๆทุกคนเลยน้าที่มาพาไปสังสรร(เพื่อนซฟ...ตอง ตูน เจี้ยบ โบ หนก ปุ้ก / เอ้ / ลี่ ออม / เกด พี่แนน ออย หยุ่น) และขออภัยด้วยที่บางครั้งก็เบี้ยวนัด(ตาล เอ้/ มุก ออม ลี่)...แบบว่า คิวเต็มอ่า คราวหน้าเราจะอยู่ให้นานกว่าเดิมแน่ๆ...กลับบ้านคราวนี้มีความสุขมากมายแบบว่าตุนไว้เผื่อไม่ได้กลับเทอมหน้า...ขอบคุณทุกคนอีกครั้งสำหรับกำลังใจจ้า..(เหมือนกะลังจะออกเทปมะ)
     
    โอเคๆ ไปจิงๆละ...ไว้จะมาเล่าอีกทีนะ ว่าเราจะเจออะไรต่อไปในเทอมนี้...ไปล่ะ บายบาย
    August 02

    Xi'an trip

    ฮือๆๆ อุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักผิวให้มันขาวก่อนกลับไทย กลับต้องมาผจญภัยท้าแดดจนตัวดำปื้ด...แถมยังอ้วนกลมอีก แต่ไม่เปนไรทริปนี้ได้อะไรหลายอย่างคุ้มดีเหมือนกัน เอาเปนว่ามาเริ่มจากเมืองแรกเลยดีก่าเนอะ

     

                              ลั่วหยาง...กว่าจะถึงวัดเส้าหลิน

    การจองตั๋วไม่ใช่เรื่องยากเลยแฮะ แค่เดินไปเอเจนซี่ที่ขาย บอกวันเวลา จ่ายตังก็ได้ตั๋วรถไฟมาละ...จากนั้นก็แพ็คข้าวของ..ออกเดินทางโดยตู้นอนแอร์ซะด้วย...ถึงปุ้บก็จัดหาโรงแรมที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก แล้วก็ย้อนกลับไปซื้อตั๋ว โอ้ม่ายยย...ตั๋วไปซีอานหมด เหลือแต่แบบเบาะนั่ง..แต่ก็ยังดีที่มีแอร์ แค่หกชั่วโมงคงไม่เปนไร...จากนั้นวันแรกก็ไปเที่ยวหลงซาน ที่เปนรูปพระแกะสลักบนหน้าผาหิน...วันแรกเหนื่อยมากๆ พอกลับมาถึงปุ้ป ก็ไปจองรถเที่ยวเส้าหลินต่อ..นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของความหงุดหงิด เพราะเราฟังไม่ชัดหรือมันบอกไม่ละเอียดว่า ต้องให้ไกด์มันซื้อตั๋วให้ด้วยก็ไม่รู้ เปนอันว่าเราต้องไปแบบทัวร์หนึ่งวัน  โดยเสียค่ารถไป 30+ค่าตั๋ว(ที่บางอันก็ไม่เก็บค่าผ่านประตู)ไปอีก120...เราโกรธไอ้ไกด์คนจีนมากๆ (เจ็บใจตัวเองด้วยที่เถียงมันไม่ทัน...หนอยคนจีนไม่หลอกลวง...นี่แหละ แกกะลังหลอกช้าน)...เปนอันว่ากว่าจะถึงเส้าหลินก็ปาเข้าไปตอนบ่าย...เสดแล้วก็กลับมาที่โรงแรม ขอเช่าห้องสองชั่วโมงเพื่ออาบน้ำเพราะว่าร้อนมากๆ...แล้วก็เชกเอาท์เดินทางไปยังสถานีรถไฟ...ระหว่างรออยู่ก็เจออาอี้คนนึงมาตีสนิทถามนี่นู่นแล้วก็เออ ออ ห่อหมกให้เราไปร่วมทริปกะเค้าซะงั้น บอกว่ามีญาติอยู่ซีอาน เดวจัดที่พักให้..เราก็เลยยิ้มๆไม่ได้พูดอะไร...พอขึ้นรถปุ้ปก็ชิ่งหนีมาเลย

                               ซีอาน...โอ้มายก้อด

    ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดเนื้อตัวไปหมด..เพราะอะไรน่ะหรอ...ก็ไอ้เบาะนั่งนี่แหละ...ไม่รู้ว่าจะพลิกตัวไปทางไหนดี แถมแอร์ที่ว่าก็ดันร้อน มีแต่ลม...คนจีนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ยุกยิกน่ารำคาญเปนอย่างยิ่ง...ลงจากรถด้วยสภาพซิ้ม และมีอาการรำคาญคนจีนขึ้น(ติดมาจากเรื่องไกด์) จากนั้นก็มีคนจีนเดินมาตอมๆเราถามเรื่องโรงแรม แล้วยังจะมีอาอี้ที่เจอเมื่อวานอีก ขนาดว่าจาชิ่งออกมาแล้วนะ...มันยังให้ญาติ? มันมาเดินตาม จะพาไปพักที่โรงแรมให้ได้ เราก็เดินเลี่ยงไปมา บอกว่าไม่เอาก็แล้วก็ยังมาอีกแถมจะซื้อตั๋วไป ไท่หยวนให้อีก...ม่าย...อย่ามายุ่งกะช้านนนน...เราเริ่มเข็ดจากตั๋วนั่ง เลยจะมาซื้อตั๋วนอนแทน...จากนั้นเมื่อสลัดแมลงหวี่แมงวันต่างๆได้แล้วก็เริ่มออกหาที่พัก...แล้วก็เริ่มเที่ยวจากในตัวเมือง...ซึ่งก็หรูหราใช้ได้ มีห้างร้านต่างๆมากมายจนไม่รู้ว่าเราต้องมาช้อบไกลถึงซีอานเลยหรอ?...วันรุ่งขึ้น ด้วยความที่เข็ดไม่อยากใช้ไกด์เราเลยอาศัยรถเมล์ไปยัง สุสานทหารหิน จิ๋นซีฮ่องเต้เองซะเลย...ซึ่งระหว่างก็มีคนมาถามอีก จนความอดทนสิ้นสุด เลยหันไปพูดดังๆว่า...ปู๋เหย้า...(ไม่เอา โว้ยยยย)...แต่พอมาถึงสุสานทหารหินก็หายเหนื่อยนะ เพราะว่า อลังการงานสร้างมากๆ บวกด้วยสงสัยว่า สร้างมาทำไม...เพื่อ?...แปลกว่ะ...ทุกอย่างกะลังจะดีแล้วเชียว ฝนดันมาตกซะ...ร่มก็ไม่ได้เอามาเลยกำ เปียกปอนหมดเลย...

                               ไท่หยวน-ผิงเหยา...หนูอยากกลับบ้าน

    ม่าย....เชื่อมั้ยเมื่อคืนเราต้องเผชิญอะไร เรานั่งรถไฟตู้นอนแบบไม่มีแอร์สมัยสงครามโลก...และรายล้อมไปด้วยคนจีนที่มันร้อนจนแก้ผ้าเดินไปมา...ก้อด....ถ้าหน้าตาดีขาวใสวัยรุ่นว่าไปอย่าง...นี่บ้างก็ตัวดำปึ้ด บ้างก็ลงพุงเหี่ยวๆ...พอมาถึงไท่หยวนปุ้ปก็จัดแจงฝากกระเป๋าแล้วออกเดินทางโดยรถบัสเพื่อต่อไปผิงเหยาเลย...ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษก็ถึงผิงเหยา ...พอลงรถปั้บก็ไม่ยักจะเห็นเมืองโบราณเลย..มีแต่ไอ้สามล้อที่จะมาล่อลวงเราให้ไปกะมัน...ตอนแรกบอกแค่สิบหยวน...คุยๆไปมากลายเป็นเจ็ดสิบซะงั้น...เลยโมโห เดินเองซะเลย...แบบว่าเห็นหอคอยอยู่ลิบๆเดินไปเองก็ได้ฟะ...ความเก่าแก่ของที่นี่ก็สวยไปอีกแบบ แต่....มันมีเรื่องสยองขวัญอ่ะดิ...แบบว่าเดินๆอยู่มีขบวนรถไรไม่รู้เปิดเพลงแบบว่าโหยหวนซะ...ไอ้เรารึเลยถามคนแถวนั้นเค้าบอกว่า...ชูปิง...(ชูออก/ปิงทหาร *ชูปิงออกไปเป็นทหาร???) แต่มันไม่ใช่อ่ะสิ...แบบว่าเป็นรถขบวนขนศพ...กรรม...ไอ้เราเลยเดินเลี่ยงไปพยายามไม่มอง...เดินไปอีกแยกขึ้นไปจุดชมวิวที่สร้างเป็นซุ้มตรงถนนไว้...วิวสวยและเห็นทิวทัศน์ทั่วทั้งเมืองชัดมากๆชัดจนเห็นว่าขบวนนั้นกะลังมุ่งหน้ามาทางถนนเส้นนี้...เวงแล้วไง...จะลงก็ไม่กล้าเพราะถนนมันเส้นเล็กมาก แบบว่าถ้ารถมาก็มาแบบใกล้ๆเลย...จะยืนข้างบนก็เกรงว่าจะไม่เหมาะที่จะยืนค้ำอยู่...แถมขบวนก็ยาวมากๆ...ในที่สุดก็ตัดสินใจลง...ไอ้ต้นๆน่ะไม่เท่าไหร่แค่เสียงเพลง..ไอ้ตอนท้ายนี่สิ มีเสียงร้องห่มร้องไห้ด้วย..ขนแขนสแตนอัพเลยค่ะ...พอขบวนผ่านไปแล้วเราเห็นว่าเย็นเต็มทีละ เพราะเรากะไม่ค้างว่าจะนั่งรถบัสกลับปักกิ่งเลย...เค้าบอกว่าใช้เวลาแค่หกชม.เท่านั้น...

                         ปักกิ่งจ๋า.... ช้านมาแล้วววว

    หกชั่วโมงจะถึงปักกิ่ง อะไรกัน นี่มันปาเข้าไปสิบสองชั่วโมงแล้วนะ...จะว่าออกจากอู่สายก็อาจมีส่วน...เพราะไอ้คนจีนข้างหลังอ่ะดิ แค่สิบหยวนค่าทางด่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มก็ไม่ยอมจ่าย..ไล่ลงรถก็ไม่ไป...ต้องให้คนทั้งรถรุมด่าดังๆถึงจะยอม..แปลกมากๆ...การนั่งรถสิบสองชั่งโมงมันทรมานมากๆ แถมมัยยังเปิดแอร์ลม...แอร์ที่ไม่มีแม้แต่ความเย็น..ทั้งๆที่มันสามารถให้ความเย็นได้ แต่มันบอกว่าหนาวเกินไป...ไรฟะ ตูร้อนจนจะเปนหมูต้มอยู่แล้ว...สิบสองชั่งโมงบนรถบัส เพราะสาเหตุมาจากด่านตรวจรถสิบล้อ...เฮ้อ เหนื่อยเหลือหลาย..เซงเต็มที่..กว่าจะถึงปักกิ่ง....

    July 16

    Oh Korea!!! I'll be back

            การเดินทางสู่เมืองกิมจิ ก็จบลงอย่างราบรื่น...เราใช้ชีวิตในโซลทุกรูปแบบจจริง...อยู่อย่างราชา จนถึง ยาจก...สมาชิกในการเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมสามคนด้วยกัน...แตงโม(เราเอง),คาราเมล(ไอ้หยุ่น)และ โปเตโต้(คุณเดวิด)...
      
                                                                            +++   วันที่หนึ่ง   +++ 
     ...พอล้อเครื่องแตะพื้นดินปุ้ป กลิ่นบ้านนนอกเข้ากรุงของเราก็โชยมา ทุกอย่างดูตื่นตาไปหมด...ทั้งสถานที่,สิ่งของ...และ คน...พอหาซื้อตั๋วรถบัสได้แล้วเราก็นั่งรถบัสไปยังบ้านเพื่อนโปเตโต้ที่จะเป็นที่พักของเราตลอกทริปนี้...หม่าม้าของเพื่อนโปเตโต้ดีมากๆๆ ไปรับส่งเราที่subway ตลอดทั้งทริป(การเดินทางส่วนใหญ่ใช้ใต้ดินทั้งนั้น)...อาหารมื้อแรกกินอย่างราชาจริงๆ..เพราะเราต้องไปที่ทำงานของพ่อเค้า ซึ่งเป็นระดับCEOเลยอ่ะ...อิตาเลี่ยนฟู้ด ที่เราต้องเปลี่ยนโหมดเป็นโหมดไฮโซ ทำเอาคาราเมลนั่งเก็บอารมณ์ขำอยู่คนเดียว...จากนั้นเราก็นั่งใต้ดินเข้าเมืองเพื่อไปดูอาควาเรี่ยม(ตั๋วฟรีอีกตะหาก...โอนิได้ตั๋วฟรีมาเลยพาไปดู)ช่างตื่นตาตื่นใจจริงๆ จัดได้น่ารักมากๆ...จากนั้นเราก็ไปเดินห้างและตบท้ายด้วยอาหารเย็นที่ติดกันสองรอบเลย รอบแรกกะโอนิ รอบสองกะเพื่อนโปเตโต้...       
     
                                                                             +++   วันที่สอง    +++ 
    ...ตื่นมาก็ทักทายกะหม่าม้าก่อนจากนั้นก็ เบลล่า...เบลล่าเป็นสมาชิกอีกคนนึงที่สำคัญมิใช่น้อยเพราะเป็นเพื่อนสี่ขายามเหงาให้หม่าม้ายามที่สามีและลูกไปทำงาน...เบลล่าเป็นหมาที่ฉลาดมาก(เค้าว่ามา)แต่เราว่ามันหยิ่งและเกลียดผู้หญิงด้วยกันเอง...เราเลยมักแอบแกล้งมันอยู่เสมอ...อาหารกลางวันที่บ้านวันนี้อาหร่อยมากๆ เป็นหมูย่างเกาหลี...เค้าทำให้เรากิน(โอ้ช่างดีเหลือเกิน...ให้เราอยู่อย่างหรูหราแล้วยังมีอาหารอร่อยให้กินอีก)...จากนั้นเราก็ไปพระราชวังกะ ถนนคนเดินของที่นู๋น...อันกุก..อินซาตง...อินแทวอน...ซึ่งมีของที่ระลึกมากมายให้ซื้อ (แต่เราดันไม่ซื้อต้องไปซื้อที่แอร์พอตแทน..) แล้วก็ไปกินอาหาร ขนม ย่านที่วัยรุ่นเดินชนกันไปหมด...ตื่นตาตื่นใจเจงๆ
     
                                                                               +++  วันที่สาม  +++  
    ...อินชอน...เป็นเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากโซลนัก...ประมาณปริมณฑล...ที่เมืองท่านี้สามารถข้ามไปอีกเกาะที่เป็นที่ถ่ายละคร ฟูลเฮ้าส์เอย...เลิฟแซดสตอรี่เอย...สแตร์อเวย์ทูเฮเว่นเอย...แต่++มันทุบทิ้งไปหมดแล้วอ่า เสียดายจริงๆ...บนเกาะนี้ได้กินอาหารทะเลสดๆมากมายและที่สำคัญ ปลาหมึกเป็นๆ...เค้ากินกันเป็นๆเลย..ว่ากันว่ากินแล้วผิวสวย แต่ไม่กล้าอ่ะ กัว...มาที่นี่สื่สารกันมันส์มาก เพราะ ทั้งแตงโม..คาราเมล..และโปเตโต้ ต่างพูด เกาหลีไม่ได้เลยจริงๆ...ภาษาใบ้จริงๆ...ที่นี่ได้เลี้ยงฉลองวันเกิดเราด้วย..ฮิฮิ...กินอาหารทะเลกันข้ามวันข้ามคืนทีเดียว
                                                                              
                                                                                +++   วันที่สี่  +++ 
    ...กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปตอนเยนแล้ว..วันนี้นัดเพื่อนเกาหลีที่เรียนรด้วยกันที่ปักกิ่ง...ตลกดีมาเยียมถึงเกาหลี...จากนั้นก็ได้กินข้าวกันพร้อมๆกะโอนิด้วย...ตอนนี้แหละเค้ากะจะเซอร์ไพรส์วันเกิด กลายเป็นว่าเราดันเห็นซะก่อน เลยต้องทำเป็นไม่เหนซะ..เหอๆ ต่อจากนั้นเราก็ไปเที่ยวกันต่อ...ที่แรกที่ไปเหมือนกะบาร์เกย์เลย...ที่สองค่อยดีหน่อย..เป็นฮิปฮอป...ด้วยความที่ค่าเข้าก็แพงอยู่แล้ว..แถมให้แค่ดิงค์เดียว เราเลยต้องออกมาบิ้วก่อนที่แฟมิลี่มาร์ท ซึ่งที่นี่ก็ดีมีโต้ะให้นั่งด้วย...เราอยู่กันจนไม่มีใต้ดินและรถเมล์กลับบ้าน ไอ้ครั้นจะนั่งแท็กซี่ก็คงจะหมดตัวซะก่อน...เราเลยไปลงเอยที่...ชิมจิบัง...เคยดูหนังเกาหลีมะ...ที่นางเอกพระเอกชอบไปกันน่ะ..กึ่งๆเซาว์น่า กึ่งที่อาบน้ำ...แต่ที่เราไปนี่นะมันมีแต่อาม่าอ่ะ...เสียดายมาก...ที่ชิมจิบังนี้ คุณสามารถออกกะลังกาย  อาบน้ำ  กินข้าว  เซาว์น่า จนถึง...นอน...มีตู้เก็บของให้ ห้องน้ำแยกชายหญิง ดีจริงๆ...
                                                                              +++   วันที่ห้า  +++
    ...หลังจากกลับมาถึงบ้านในตอนเช้า เราก็ต้องรีบเก็บข้าวของไปเที่ยวรีสอร์ทที่ป่าป้าเพื่อนโปเตโต้จองให้เรา จองให้เราซึ่งออกเดินทางตั้งแต่เที่ยง...ไปกันสี่คนแล้วไปรับแฟนเค้าอีกที กลายเป็นห้ารคนผจญภัยบนรถเก้าชั่วโมง...แต่พอไปถึงแล้ว...อะลังการงานสร้างมากค่ะ...แบบว่าเป็นที่ๆมีทุกอย่างอยู่ในนั้นแถมวันนั้นมีมินิคอนเสริต์เอมทีวี มีจุดพลุด้วย...ประทับใจมาก...หน้าหนาวที่นี่โด่งดังมากในการมาพักเล่นสกี...พอหน้าร้อนก็เป็นที่พักผ่อนเล่นกอล์ฟ สวนน้ำ...วิวาดิ...เป็นที่โรแมนติกมากๆ ในห้องมีสารพัดสิ่ง...อยากทำอาหารเองก็มีเครื่องใช้ให้พร้อม...ชอบอ่า...
                                                                               +++  วันที่หก  +++
    ...เดินทางกลับจากวิวาดิ ก็ปาไปครึ่งวันแล้ว...จากนั้นเราก็นัดฮากายองไปดัดผม...ดัดออกมาดูดีเชียว เป็นเด็กเกาหลีไปเลย...จากนั้นก็ชอปปิ้ง ชอปปิ้ง...แล้วก็เกือบไปนอนชิมจิบังอีกคืน...แต่เพื่อนโปเตโต้เลิดงานมารับพอดี...ตีสาม..เลิกงาน...ทำงานกันบ้าระหำมากๆ...
                                                                                +++  วันที่หก  +++
    ...รายงานสภาพอากาศวันนี้ มีพายุเข้าหนัก...สายการบินในประเทศงดบินหมด...เอาล่ะซิ...แอบดีใจเล็กๆ เพราะมีความรู้สึกว่ายังไม่กลับน่ะ...ช้อปปิ้งยังไม่พอเลย...แต่เอาเหอะ ยังไงก็ต้องกลับ...ก่อนกลับยังต้องออกไปหาเพื่อนอีกคนก่อน..ซึ่งวันนี้อากาศไม่ดีเลยฝนตกทั้งวัน...แต่ก็เอาเหอะ ดีกว่าอยู่บ้านทั้งวัน...จากนั้นเราก็กลับมาบ้านแพ็คของแล้วออกเดินทางไปยังแอร์พอร์ตโดยรถบัส...หม่าม้าเค้าขับมาส่งถึงที่...การเดินทางไปแอร์พอร์ตเป็นอย่างราบรื่น...พอไปถึงปุ้ป ก็ต้องเข้าไปเชกอิน..แตงโมกะ คาราเมลเชกก่อน เพราะต้องกลับจีน...ส่วนโปเตโต้กลับไทย เชกสามทุ่ม...แต่ๆๆๆ....เค้าไม่ให่เรากลับน่ะ...
                                                                             +++  Special Day  +++
    ...เมื่อคืนเราต้องนอนค้างที่สนามบินล่ะ...ด้วยเหตุว่า เค้าแคนเซิล ไฟว์เรา เพราะสภาพอากาศไม่ดี..เราเลยต้องวิ่งวุ่นหาที่ฝากกระเป๋า...แพลนต่อว่าวันนี้ทั้งวันจะทำอะไรเพราะกว่าจะขึ้นเครื่องก็ทุ่มนึง...เราใช้เวลาทั้งคืนอย่างคุ้มค่า...อดหลับอดนอนไปเล่นเนตเอย..ดูคนเดินไปมาเอย...ในที่สุดก็เช้า...เราก็ตกลงที่จะไป ชินโป...ที่ที่เค้าว่าเป็นแหล่งชอป อีกที่ที่ไม่ต้องนั่งรถเข้าเมืองไป...ปรากฏว่า...แหล่งชอปปิ้งจริงๆ แต่..สำหรับคนแก่ ไม่ก็คนแถบนั้น...ไม่มีอะไรเลย.เหนื่อยก็เหนื่อย..แถมกินอาหารก็ยากลำบากเพราะอ่านไม่ออก ไม่มีรูปให้ดูอีก ...ต้องให้เจ้าของร้านโทรไปหาคนที่พูดจีนได้มาสื่อสาร...ในที่สุดก็นั่งกลับมาโต๋เต๋ต่อที่สนามบิน...และขึ้นเครื่องกลับจีนด้วยความดีใจ....ลาก่อนโซล...แล้วเจอกันอีกนะจ้ะ
    July 02

    Korea"""OhO!!!""An yong

    อันยอง+++ จะไปเกาหลีแล้วนะ...หลังจากวางแพลนต่างๆนานา เราก็ได้ตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเกาหลีเป็นที่เรียบร้อย...ทำใจอยู่สักพักว่าจะไปเรือรึว่าเครื่องดี ท้ายสุดก็เหลือแค่ทางเลือกเดียวคือ เครื่องบิน เพราะ เรือเต็ม...แต่ค่าตั๋วแพงจนน่าตกใจ..ซื้อตั๋วกลับไทยได้เลยอ่ะ...ดังงนั้นทำให้เราต้องติดต่อกลับธนาคารโลกด่วน..ตอนแรกเรานึกว่าเงินจะไม่อนุมัติซะแล้ว แต่เรามีดีที่ฝีปากเนอะ ..ลูกอ้อนเข้าหน่อย...หม่าม้าก็ใจอ่อน แลกกะกระเป๋าสวยๆใบสองใบ คุ้มมากๆ...
     
    แต่การเดินทางจะราบเรียบหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผองเพื่อนเกาหลีทั้งหลายที่จะให้ที่ซุกหัวนอนเรา...โดยเรามีแผนเอ บีและอื่นๆมากมาย...เพราะไม่แน่ใจว่าที่พักจะแน่นอนหรือไม่ เราเลยโทรไป คอมเฟริมกะเพื่อนเกาหลีถึงสองคน...ด้วยความที่งก ไม่อยากเสียค่าที่พักกะค่าเดินทางที่ไกล เราเลยต้องอาศัยความหน้าทน ขออาศัยไปทั่ว เอาเป็นว่า เป็นแพลนของเรา ส่วนของจริงเป็นไงคงต้องดูอีกที...

    Five stars Hotel

    ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ ไฟว์สตาร์โฮเตล...โรงแรมห้าดาวที่ทุกท่านจะได้พบกับความสะดวกสบายและอาอี๋สุดน่ารักที่พร้อมจะบริการท่านอย่างเต็มที่ค่า...
     
    เราคิดว่าเราคิดถูกมากๆที่เลือกบ้านหลังนี้เพราะมันหรูหราไฮโซและรองรับอนาคตมากๆ ยังไงน่ะหรอ ก็ใหญ่โตและพอจะให้ที่พักอาศัยกะเพื่อนๆและญาติมากมายน่ะสิ...แต่เราว่าสนุกดีนะ เทียบกะตอนอยู่บ้านเงียบๆมันเหงาอ่ะ...ยิ่งช่วงนี้ปิดเทอมแล้วไม่ค่อยมีไรทำ ได้เพื่อนๆมาอยู่ด้วยยิ่งดีใหญ่...ไหนจะเพื่อนที่จะไปเกาหลีด้วยกัน...เฮียจากเซี่ยงไฮ้อีก...เลยกลายเป็นรู้จักคนมากขึ้นเลย...อย่างเมื่อวันก่อนมีจัดงานInternational Food Festival ที่บ้าน...อาหารไทย กะเกาหลี อาหร่อยมากๆๆ...การมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ดีอย่างนี้นี่เอง
     
     
    June 08

    การสิ้นสุดของจุดเริ่มต้น

     

    และแล้วก็เหมือนว่าเราจะได้ใช้ชีวิตในเมืองปักกิ่งมาจะครบปีแล้ว จะว่าเร็วก็เร็วจะว่า นานก็นาน...ชีวิตเด็กหอของเรากำลังจะสิ้นสุดลงพร้อมๆกับการเริ่มต้นใช้ชีวิตเด็กโทที่แท้จริงซะที ....ใช้ชีวิตนอกหอ....การผจญภัยอีกครั้ง

     

    แค่เริ่มแรกก็เกือบจะท้อ....การหาบ้านที่ถูกใจ ถูกตา ถูกๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างว่า คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก...ฉะนั้นถ้าราคาห้องมันต่างกันไม่มากนัก แล้วเจ้าของห้องไม่เรื่องมาก ก็นับว่าเป็นเรื่องดี...เราใช้เวลาในการวางแผนดูบ้านเป็นเวลานานเชียวเกือบจะเทอม แต่...แค่สองวันเท่านั้น เราก็เซ็นสัญญาเข้าอยู่กะบ้านที่ถูกใจใช่เลย เท่านั้นยังไม่พอ...เราจะต้องย้ายภายในสองอาทิตย์อีกต่างหาก...เพราะเดวบ้านหลุด...ที่จริงก็ยังไม่อยากไปซะเท่าไหร่หรอก...แต่เป็นทางที่ดีที่สุดแล้วล่ะ...มันคงวุ่นวายมากๆแน่ๆเลย สมบัติเยอะอยู่ด้วย....

    May 09

    Mongolia...My adventure> episode 1

    และแล้วก็ถึงทีเราออกเที่ยวกะเค้ามั่งการผจญภัยสู่ทะเลทรายทางเหนือและทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลียห้าวันนี้มีผู้เข้าร่วมชะตากรรมทั้งสิ้นเจ็ดชีวิต...โดยใช้การตัดสินใจที่รวดเร็วมากๆใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้นในการตัดสินใจเพราะทัวร์จะปิดรับภายในสามชั่วโมงนี้แล้ว...

     

    คืนวันออกเดินทาง เป็นวันจันทร์ที่รถไม่ติดเลย ซึ่งต่างจากที่เราคาดการณ์ไว้...พาหนะที่จานำเราไปสู่มองโกเลียนี้ก็คือ รถไฟตู้นอน ซึ่งก็เป็นพาหนะยอดฮิตติดตลาดจีนมากๆ...และแล้วเมื่อเราลงจากรถแท็กซี่เราก็ต้องช็อกสุดขีด....โอ้มากก้อดดด...หัวลำโพงบ้านเราดูไฮโซห้าดาวมาทันที...มันเป็นลางสังหรณ์แล้วล่ะสิ...สภาพสถานียุคสงครามโลกนี้ทำให้เราอยากที่จะขึ้นรถไฟอย่างเร็ว...มองไปรอบๆแล้วมีแต่คนจีนเป็นส่วนใหญ่...แต่สักพักเราก็เจอเกาหลีกลุ่มนึง  ฝรั่งกลุ่มนึง.....พอถึงเวลาขึ้นรถไฟ...เราก็จัดแจงหาที่พักของเราวางกระเป๋า...ในตู้ที่เรานอนนั้น แปดสิบเปอร์เซนต์เป็นนักเรียนต่างชาติ...ซึ่งใครจะไปรู้เราจะต้องร่วมชะตากรรมเดียวกันตลอดทริปนี้...

     

    หลังจากได้นอนเต็มอิ่มสิบสองชั่วโมงบนรถไฟเราก็พร้อมจะผจญภัยแห่งแรกแล้ว...(ไม่ใช่ว่าเหนื่อยหรอก แต่เพราะไฟมันปิดตั้งแต่ห้าทุ่มเลยบังคับไปในตัวให้นอน)...กรุ๊ปที่เราจะร่วมไปด้วยกันนั้นมีทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดชีวิต(แล้วก็เหมือนเดิมที่เกาหลีมักจะครองเมือง)...จากนั้นเราก็ต้องนั่งรถเข้าไปในทุ่งหญ้า...ซึ่งไม่มีหญ้าซักกะต้น มันแห้งแล้งมากๆ...เราพักกันในเต็นท์มองโกล ที่...ไม่มีห้องน้ำ...พระเจ้า...เชื่อมั้ยว่าเราไม่ได้อาบน้ำเป็นเวลาสองวัน...แถมจะปลดทุกข์ทีก็ลำบากแสนเข็ญ...จะมาได้สบายก็ตอนที่ได้เข้าโรงแรมพักที่ทะเลทราย...ชีวิตที่ทุ่งหญ้ามองโกลนี้อาหารหลักคือ เนื้อแพะ ซึ่งมีเพื่อนบางคนกินไม่ได้เพราะมันเหม็นมากๆ...ดีนะที่เรารอบคอบพกน้ำพริกหมูหยองกะแม็กกี้ไปด้วย...บวกกะได้ซื้อมาม่าจีนเข้าไปด้วย...เลยไม่อดตาย...ตอนที่นอนในเต็นท์ก็เป็นอะไรที่ฮาดี ..นอนๆอยู่ก็ได้ยินเสียงม้าวิ่งๆเดินๆอยู่ข้างเต็นท์ แล้วก็เวลานอนก็รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเชียว ก็อากาศมันหนาวววมากเลยต้องขดตัวรวมกัน...

     

    วันที่ต้องเดินทางเข้าสู่ทะเลทรายก็ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน...เราถึงทะเลทรายก็มืดแล้วเลยไม่เห็นวิว..จะมาวี้ดว้ายตื่นเต้นก็ตอนเช้านี่แหละ...ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่อย่างนี้ในเมืองจีน...ตลอดที่อยู่ที่นี่ รู้สึกว่ามีทรายอยู่เต็มตัวไปหมด รวมถึงปากด้วย...เพราะว่าลมแรงมากแล้วแดดก็จัดมากด้วย..ถึงกระนั้นเราก็ยังสามารถโพสท่าถ่ายรูปได้อย่างไม่กลัวแดด...

     

    การร่วมทริปนี้เรามีแอบไม่ถูกชะตากะพวกเกาหลีด้วยล่ะ เพราะไม่ค่อยเป็นมิตรกะเราเท่าไหร่...แถมยังแอบขี้นินทาคนแอฟริกันแต่ก็ยังได้ผูกมิตรกะคนอิตาลี...อืม..เป็นอะไรที่หนุกดีนะได้มาเที่ยวกะเพื่อนๆแม้จะมีอุปสรรคนิดหน่อย..แต่คับที่ก็อยู่ได้ใช่ม้า...สนุกมากแล้วก็เป็นการผจญภัยเมืองจีนนับว่าครั้งแรกก็ได้นะ(ถ้าไม่นับเทียนจิน ที่ไปเช้าเย็นกลับ)...

     

    ท้ายสุดเราก็ขอบคุณเพื่อนๆที่ให้เราได้เข้าร่วมทริปนี้แล้วก็สร้างความสนุกสนานให้(ไม่ว่าจะเป็น ปุ้ย พี่ทิตย์;พี่กำนัน หยุ่น;หยุ่นยุ้น ออย ปราง ) รวมถึง เพื่อนร่วมทริปอย่าง...ราเชล รูดี้...ยูเนส..และเพื่อนเกาหลี ญี่ปุ่น...ท้ายสุดสุดท้าย ไกด์ของเราที่แม้จะหน้าเลือด ขี้ฟัน ขี้โม้ ลำเอียง ไปหน่อย แต่ก็สามารถพาเราส่งคืนปักกิ่งได้อย่างปลอดภัยครบสามสอง...ขอบคุณค่า...ทริปหน้าเจอกัน.. เร็วๆนี้แน่

    April 18

    Believe in me , I'm transalator na .

    พูดไรมาเนี่ย...ใจเย็นๆสิ ...อืมจะรอดมั้ยเนี่ย...กับไกด์จีน อาเหว่ย ชายจีนตัวสูง กันคิ้ว และดีหน่อยที่ไม่มีกลิ่นปาก เหมือนเพื่อนของเค้าที่เพื่อนเราต้องประกบด้วย...บ่ายนี้ลูกทัวร์จำนวน สี่สิบห้าชีวิตจะแตะถึงพื้นปักกิ่งอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้...เวลาช่วงเย็นๆ คนที่หนาแน่นเต็มสนามบินทำให้เราตื่นเต้นไม่น้อยกะการเป็นล่ามของเราครั้งแรก...เครื่องบินดีเลย์อยู่นานกว่าจะได้เจอหน้าลูกทัวร์ พร้อมกะพี่หัวหน้าทัวร์  

     

    พี่หัวหน้าทัวร์ที่เราต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย ภาษาจีนของเค้านั้นเรียกได้ว่าเก่งกว่าเราเสียอีก...คิดในใจว่า แล้วจะให้เรามาเป็นล่ามให้ทำไมวะเนี่ย...พอขึ้นรถปุ้บ หน้าที่เราก็เริ่มต้นขึ้น...ตื่นเต้นจนแปลถูกผิด ...อาเหว่ยพูดมาประมาณสองย่อหน้า..เราแปลเหลือสองบรรทัด..โอ้แม่เจ้า เก่งจริงๆแฮะเรา

     

    เลียบๆเคียงๆถามเพื่อนเราดูพบว่า พี่ห้วหน้าทัวร์คันมันพูดจีนได้น้อยนิดก็จริงแต่ประสบการณืเหลือหลาย...แต่กะคันเราพี่แกไม่พูดอะไรเลย..เป็นหน้าที่ไกด์จีนกะเราที่ต้องพูด  พูดดดด ตลอดทาง...มันไม่เหนื่อยบ้างหรอ ...หยุดพูดบ้างเหอะเราจะได้หยุดแปล...

     

    ทัวร์นี้แยกเป็นสองคันก็จริง..แต่เวลาเที่ยวกลับเดินไปพร้อมๆกัน..ก็สบายสิคะ...เรากะเพื่อนก็เลยช่วยกันแปล..มั่วมั่ง...ดำน้ำเอามั่ง...เสริมเพิ่มเติมมั่ง...มีวันที่สองที่เครียดมาก...เนื่องจากต้องเข้าพิพิธภัณท์...ทีนี้การเดินเข้าไปชมเป็นฉากๆนั้นก็ต้องอธิบายประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง..ปกติประวัติศาสตร์ไทยยังจะเอาตัวเองไม่รอดเลย...แล้วความกดดันก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อพบว่า กลุ่มทัวร์ข้างหน้าเราเป็นคนไทยที่มีไกด์เป็นคุณลุงวันหกสิบที่มากด้วยประสบการณ์ และตามหลังด้วยกลุ่มทัวร์ไทยที่ไกด์จีนพูดไทยได้ชัดและเสียงดังพลังเยอะมากๆ...ช่วยด้วย...เราโดนประกบ และไอ้เพื่อนตัวดีก็ดันชิ่งตัวเป็นฉากๆไป...เราต้องทำทุกวิธีให้ความสนใจของลูกทัวร์อยู่ที่เรา ไม่ใช่ไปฟังกลุ่มอื่น...ทั้งตะโกน ทั้งเล่า ทั้งมั่ว....ออกมาจากพิพิธภัณท์นั้น น้ำตาแทบร่วง...ใจห่อเหี่ยวหมดแรงไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น..แถมมาเจอลูกทัวร์วีนแตกอีก..ฮือๆ...แต่ได้กำลังใจจากเพื่อนก็ดีขึ้น....

     

    วันถัดมาเลยเอาคืนซะเลยให้เพื่อนรักแปลตลอด...ที่จริงไม่ใช่หรอก เป็นเพราะไม่ได้ทวนเลยไม่ค่อยแม่นก็เล่นนอนตีสามซะหนิ..เหตุเพราะไปพาลูกค้าสุดเคารพไปเที่ยวไงคะ...แต่วันนี้ดูจะมีเรื่องตื่นเต้น...เพราะ ดันไปจ้ะเอ๋กะ เจ้าของบริษิททัวร์ที่เราตกสำรวจ..เอาสิ เราก็พยายามไม่ไปชนกะเค้าเพราะความเก๋ามันคนละชั้นกัน...ไปๆมาๆ ดันไปยืนชิดติดกันซะงั้น...งานนี้เล่นซะหัวใจแทบวาย...แต่เพื่อนเราบอกว่า ดีแล้วให้เค้าได้เห็นว่า เราก็ทำได้ ไม่ต้องไปง้อ เสียดายมั้ยล่ะที่ไม่เลือกเรา...หุหุหุ

    การเป็นล่ามครั้งนี้ได้เรียนรู้หลายๆอย่าง...ไหวพริบในการพูด เกลี้ยกล่อมลูกทัวร์เพราะ ขี้วีน แถมเรื่องมาก กันจริงๆ การจัดเวลาก็สำคัญ...อืม...ตอนรับตังค์น้ำตาแทบร่วง...เงินก้อนแรกที่หาด้วยตัวเองมันรู้สึกอย่างนี้นี่เอง...

     

    ไปๆมาๆ ล่ามอย่างเราดูจะสบายกว่าเพื่อนๆเพราะ โดนบ่นก็น้อยกว่า...เหนื่อยน้อย รับผิดชอบน้อยกว่า...แต่ดันได้ค่าขนมมากกว่า...ไม่โดนโกงอีกตะหาก..เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดความไม่โปร่งใสและเป็นกลางขึ้นภายในบริษิท รายละเอียดจะเป็นไงเดี๋ยวคงต้องติดตามชมกัน...เหอๆๆ รู้สึกว่าโชคดีที่ตกสำรวจ...เป็นล่ามน่ะดีและเหมาะกะเราละ ...ไม่ต้องไปหลอกใครซื้อของด้วย

    จุดเริ่มต้น...Part time job

    การทำงานพิเศษในปักกิ่งหรือว่าในเมืองจีนเลือกได้น้อย มีอยู่แค่ไม่กี่อาชีพ ที่รู้ๆก็แค่ไกด์กะล่ามแล้วใครว่าจะสามารถทำกันได้ทุกคน..หึหึหึ...ของหยั่งงี้ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ภาษาจีนมากน้อยอย่างที่เราคิดตอนแรก มันอยู่ที่ใครมีกึ๋น และ เส้น ตะหาก....

     

    จุดเริ่มต้นที่ได้ยินมาจากปากของรุ่นพี่ที่ชักชวนสู่วงการทำทัวร์  แรกๆไม่ได้คาดหวังกะงานนี้เท่าไหร่ แต่ด้วยแรงผลักดันบวกกะเพื่อนๆที่เริ่มสนในทำกันมากขึ้นส่งผลให้เพิ่มความอยากทำมากขึ้น ด้วยความสนุก ท้าทาย แถมได้ค่าขนมอีกตะหาก

     

    แต่แค่เริ่มก้อยุ่งยากซะแล้ว มันก็คงเหมือนๆกะสังคมทำงานล่ะมั้ง...แหม มีสองพวกสองฝ่าย ใครๆก็อยากให้เด็กตัวเองได้งานกันทั้งนั้น แต่ไอ้งานนี่มันไม่พอกะคนน่ะซิ เลยต้องเกิดการคัดเลือกและสัมภาษณ์ขึ้น...แล้วไอ้วันสัมภาษณ์ เราก็ไม่พร้อมอีก หัวยุ่งๆฟูๆไป ตอบคำถามก็ดันไม่โดนใจอีก..ใครจะไปรู้ว่ามันจะยุ่งยากขนาดนี้...แถมเราก็ไม่ใช่เด็กในสังกัดซะด้วย...และแล้วผลก็ออกมาว่า ผ่านค่ะ ผ่านเข้าไปอบรมได้...เหมือนประกวดนางสาวไทยเลยอ่ะ...ตอนนี้แหละเริ่มเครียดละเพราะมันต้องมีความรู้ประวัติศาสตร์พอสมควรนะคะ...การเป็นไกด์นี่ มันเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จีนมากๆ  เค้าก็พาเราไปอบรมสถานที่จริงๆเลย...แล้วเจ้าของบริษัทก็ต้องยอมรับว่าเป็นคนเก่งที่เดียว เก่งที่ว่า รู้จักพลิกแพลง...แหมอาชีพไกด์ คนขายประกัน...ฉลาดต้องมากะเฉลียวถึงจะสุดยอด...

     

    การได้เข้าไปสัมภาษณ์จนถึงอบรม แล้วก็นัดเข้าไปรับงาน ...วันนั้นเรามั่นใจมากๆว่าได้งานชัวร์ๆ นึกถึงบรรยากาศตอนประกาศผลเอนท์ละกัน...และแล้วชื่อเรากะเพื่อนอีกคนก็ไม่มี ...ตกสำรวจ...งงมะ ว่าเกิดอะไรขึ้นแบบว่าเรากะเพื่อนยืนเคว้งกันสองคน ท่ามกลางเพื่อนที่ได้รับงานกันทั้งหมด...เค้าไม่ได้ให้งานกันหมดหรอกหรอ...ได้รับทัวร์กี่คนน่ะ...อ่าวมัยไม่มีชื่อล่ะ...คำถามหลั่งไหลมาจนเราไม่รู้ว่าจะยืนตรงนั้นทำไม...โดนแกล้ง โดนรังแก โดนหลอก....สักพักเจ้าของก็เรียกเรากะเพื่อนไปคุย...ว่าไม่ต้องตกใจนะ งานน่ะมีแต่ยังออกรายชื่อมาไมครบ..เอางี้รอสักสองวันเดี๋ยวจะโทรตามอย่าเพิ่งน้อยใจนะ...คงกลัวเราหนีไปทำที่อื่น...เพราะไม่ได้มีบริษัทเค้าที่เดียวที่ทำทัวร์...แต่..เราก็ควรรู้จักเห็นคุณค่าของเราเอง....เลือกคนที่เค้าเห็นคุณค่าของเราสิ จะไปรอคนที่เค้าไม่เห็นคุณค่าของเรา ให้เราเป็นตัวสำรองน่ะหรอ...

     

    การเป็นล่าม อาจจะได้รายได้คงตัว ไม่มีค่าคอมมิสชั่น...แต่เรายึดเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้หนิ แถมไม่เหนื่อยอีกตะหาก ไกด์จีนพูดไรมาเราก็แปลไปตรงๆ...ไม่ต้องรับผิดชอบไรมากนัก..โดนบ่นก็น้อย..การทำหน้าที่เป็นล่ามก็เริ่มเป็นต้นมา...

    March 16

    Be happy Be strong Be myself

                หลังจากผจญศึกหนักมา ก็รู้สึกอะไรก็ดีขึ้นเยอะมากๆ ไปเรียนก็เรียนรู้เรื่องกว่าเทอมที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะวิชาที่เรียนไม่ยาก  มีเรียนเลขกะอังกฤษด้วย  อาทิตย์นึงก็เรียนแค่ครึ่งวัน เราเลยไปเรียนพิเศษ HSK เพิ่มเติมดีกว่า เพราะยังไม่ได้ยื่นผลสอบเลย

    วันก่อน ที่บ้านโทรมา ก็ยังงงๆว่าโทรมาทำไมตอนดึก ที่แท้ แอนจะเดินทางแล้วนี่เอง ไอ้เราก็นึกว่าจะโทรตอนเช้า ดีนะที่โทรมาก่อน ไม่งั้นคงรู้สึกผิดที่ไม่ได้โทรมาอวยพรให้มันเดินทางโดยสวัสดิภาพ ตอนที่รับสายครั้งแรก ก็คุยเล่นธรรมดาไม่ได้มีไร แต่พอ ก่อนนอน ลองโทรกลับไปดูอีกที ทีนี้คุยนานหน่อย ก็ร่ำลาไปเรื่อย แต่ก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แอนต้องไป แต่ก็สอนมันบอกมัน มากกว่าหม่าม้าด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะไม่ได้อยู่ส่งมันที่เมืองไทยก็ได้มั้ง? ไปตั้งสามเดือน โทรศัพท์ก็ไม่เอาไป เจอกันอีกทีคงตอนเรากลับเมืองไทยพอดี แต่ก็ย้ำแล้วนะว่าให้โทมาหาด้วย...อืม ตอนนี้ก็คงถึงเมกาแล้วล่ะ หวังว่าคงได้ทำงานตำแหน่งดีๆไม่กลับมาพร้อมมือหยาบกร้านเป็นจับกังเหมือนคราวก่อน...

    ตอนคุยกันกะแอน มีอยู่ช่วงนึง ฟังแล้วก็แอบรู้สึกนิดๆว่า มันโตกว่าเราเสียอีก...ไปนอกทุกครั้งก็ได้ประสบการณ์หลายๆอย่างกลับมาทุกครั้ง .... โตขึ้น เรียนรู้มากขึ้น  เข้มแข็งมากขึ้น....เรียนรู้ไม่ใช่แต่เฉพาะห้องเรียนเท่านั้น ...ถ้าเรามีโอกาส ก็ขอให้คว้ามันไว้ อย่าให้มันหลุดลอยไปเพียงแค่ว่า ความลังเล ...ความไม่แน่ใจ...ความเกรงใจ...เพื่อน

    March 03

    เด็กขี้แย...

    เด็กขี้แย.....ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่เรื่องการลงทะเบียนมันวุ่น...หยิบเอกสารมาผิดมั่ง...ลืมซีร็อกเอกสารมั่ง...แถมยังเรื่องวีซ่าอีก...สะสมมาจนถึงวันนี้...จ่ายค่าลงทะเบียนก็ต้องจ่ายเต็ม ใช้ค่ามัดจำจากคอร์สที่แล้วหักไม่ได้...ทั้งที่จำได้ว่าเหล่าซือบอกว่าได้...เลยต้องวิ่งวุ่นถามคนโน้นคนนี้ ...ท้ายสุดต้องไปอ้อนวอนอาจารย์แล้วก้อภาวนาสวดมนต์ในใจขอให้ได้ด้วยเถอะ เพราะเงินน่ะไม่ใช่น้อยๆเลย เป็นหมื่นเชียวนะ...ไม่อยากให้ที่บ้านต้องเสียตังไปมากกว่านี้แล้ว...และในที่สุดเค้าก้อเดินเรื่องให้เรา ...โดยไม่คืนเป็นเงินสด แต่จะออกใบให้ดีนเซ็น แล้วไปยื่นหักค่าเรียนเทอมหน้า...โล่งอกไปที...วันจันทร์เหล่าซือให้มารับจม.นี้...อืม...น้ำตาแทบจะเล็ดตอนซ่งเหล่าซือมาโอบบ่าแล้วบอกว่า...ไม่ต้องกังวลแล้วนะ...เดวดีนเซ็นจม.ให้ก็เรียบร้อย...ที่ออกเป็นเงินสดไม่ได้เพราะมันเป็นกฏของเค้า...ต้องผ่านขั้นตอนเยอะมากๆ...ใช้เป็นหักจากค่าเรียนเอาละกัน...ถ้าวันหลังมีปัญหาอะไรก็มาถามได้ตลอดนะ..........แต่ก่อนที่ตุ้ดตู่มีปัญหาเรื่องเรียนที่ออส ที่ต้องวิ่งวุ่นตลอดนั้น...คิดมาว่าคงไม่ค่อยเหนื่อยหรอกมั้ง? แต่พอมาเจอกะตัวเองเข้า..นี่ยังวุ่นไม่เท่าเค้าเลยนะ......การมาใช้ชีวิตต่างเมืองโดยลำพังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย....ต้องจัดการอะไรเองตลอด จะมามัวแต่พึ่งคนอื่นไม่ได้...แล้วก็อีกอย่าง ...เราต้องสู้เพื่อสิทธิของเราเอง...ต้องลองดูซักตั้งก่อน ดีกว่าไม่ได้ลองเลย...นี่ถ้าเราไม่ลองไปถามอาจารย์เป็นครั้งที่สอง...เงินหมื่นกว่าๆคงสูญไปกะความไม่กล้าของเราเองแน่ๆ......

     

    ปล. เด็กขี้แยเดินเรื่องเสร็จแล้วโทรกลับบ้านไปฟ้องหม่าม้า เลยบ่อน้ำตาแตก...ก็เหมือนตอนเด็กๆแหละ โดนเพื่อนรังแกก็กลับบ้านมาฟ้องหม่าม้าหยั่งงั้นหยั่งงู้น....เฮ้อ.....เด็กขี้ฟ้อง

    February 15

    Home alone

    เริ่มต้นเทอมใหม่แล้ว หลังจากกลับบ้านเกิดไปเดือนนึงเต็มๆ การกลับบ้านครั้งนี้ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ ได้รู้ว่าความรู้สึกที่รอมาตลอดสี่ปีเป็นไง ได้เห็นหน้าตาของสิ่งที่เรียกว่าใบปริญญา ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกะกระดาษแผ่นนึงที่มีลายเซ็นของบราเดอร์ยืนยันว่าเราสำเร็จการศึกษาแล้วนะ และที่สำคัญได้รู้ว่า งานรับปริญญาเป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ ยังไงก็แล้วแต่ มันก็ผ่านไปแล้ว และก็คิดว่าผ่านไปด้วยดีด้วย ...
     

    กลับมาแล้วนะ เมืองจีน เมืองที่ผู้คนแสนจะวุ่นวาย...การกลับมาครั้งนี้ไม่ค่อยต่างจากคราวที่แล้วซะเท่าไหร่ เพราะว่าเพื่อนๆต่างยังไม่กลับมาการไปท่องเที่ยว เหมือนกับเทอมที่แล้วที่เรามาล่วงหน้าก่อน คือ การอยู่คนเดียว แต่อันที่จริงก็มีเพื่อนๆอยู่เหมือนกันแหละ เพียงแต่ไม่คึกครื้นเท่าไหร่ก็เท่านั้น...

     

    ว่าแล้ว...เราไปเยี่ยมญาติเราดีกว่า และช่างเป็นการประจวบเหมาะเหลือเกิน ที่เราไปทันวันสุดท้ายของการฉลองปีใหม่ หรือ ตรุษจีนที่นี่ ...

     

    ตอนเด็กๆ เมื่อถึงวันพ่อหรือว่าวันสำคัญๆ ก็จะมีการจุดพลุ เราก็จะรีบวิ่งไปดาดฟ้า ชะเง้อมองหาพลุที่เค้าจุด ถึงแม้เห็นไกลๆ ก็รู้สึกว่ามันสวย และ อลังการขนาดไหน..ไม่คิดว่าจะได้เห็นแบบใกล้ๆ ที่นี่ ที่บ้านญาติ...ชุมชนเล็กๆ เหล่าอาอี้อึ้มที่อยู่อพาตเมนต์แห่งนี้ต่างพาลูกหลานออกมาจุดพลุ เล็กใหญ่ต่างกันไป...วันนั้น ท้องฟ้าของมหานครนี้เต็มไปด้วยพลุต่างๆนาน คืนนั้นเสียงพลุดังเต็มไปหมด พอมองออกไปนอกหน้าต่าง แทบไม่น่าเชื่อว่า จะได้เห็นพลุเยอะและต่อเนื่องได้ขนาดนี้...พอวิ่งลงไปดูข้างล่าง พลุที่เค้าจุดห่างออกไม่กี่เมตร มันสว่างและสวยมากๆ...พอแหงนมองขึ้นไปมันใกล้เรามากๆ เป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ ข้างๆ และรอบๆ เต็มไปด้วยครอบครัวที่พาลูกหลานมาจุดพลุ ฉลองการเข้าสู่ปี่ใหม่ เฮ้อ...เริ่มต้นปีด้วยความรู้สึกที่ดีจริงๆ

     

    September 22

    My university...episode2

     

    05/09/05-10/09/05

     

    โอ้พระเจ้า นี่เรามาเรียนที่ดาวอังคารหรือเนี่ย  ฟังเหล่าซือพูดไม่รู้เรื่องไรก้อไม่รู้....พูดภาษาคนไม่ได้หรอ...เรียนมาครึ่งอาทิตย์แล้ว ไม่รู้สึกฉลาดขึ้นเลยแถมรู้สึกว่าจามีเขางอกขึ้นมาแทนที่เนื้อที่สมองอีกตะหาก...ไรมันจายากอย่างนี้เนี่ย....เรียนไฟแนนเอย....เศรษฐศาสตร์เอย...เรียนที่ไทยยังจะไปไม่รอดนี่ให้มาเรียนเป็นภาษาจีนอีก....โอยจะบ้าตาย...คงต้องขยันๆๆๆๆเป็นสิบๆเท่าแล้ว...ต้องรอดเดือนนี้ไปให้ได้ แล้วก้อต้องไปให้ตลอดรอดฝั่ง....สู้โว้ย..แล้วนี่มีแอบวางแพลนว่าจะเรียนโทอีกนะ...แต่มันเป็นแบบอินเตอร์ไงเลยโล่งหน่อย...ไม่ค่อยเครียด ....เพราะถ้าให้เรียนเป็นจีนอีกคงไม่ไหว บวกกะเวลาเรียนก้อนานอีก...เรียนแบบอินเตอร์ดีก่า แค่ปีครึ่งเอง...

     

    ตอนนี้ตั้งปณิธานไว้แล้วนะว่าจาทำกับข้าวกินเอง..ไม่ไหวอ่ะ ...อาหารก้อไม่แพงหรอกแต่ให้ซื้อกินทุกวันก้อคงถังแตก ...แล้วรสชาติก้อไม่ถูกปากอีกตะหาก สู้ทำกินเองดีก่า ประหยัด...ปลอดภัย...ไร้โรค...แต่มันก้อไม่ค่อยสะดวกตรงที่ไม่มีตู้เย็นนี่แหละ...ที่จริงจะซื้อก้อได้ไม่ได้แพงมากมายแต่ด้วยความที่งกและมองการณ์ไกล...มันแค่ไม่กี่เดือนเองเราก้อมีโปรแกรมจะชิ่งออกจากหอแล้วหนิ  อย่าเพิ่งซื้อเลยดีก่า ...ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่

     

    เปรียบเทียบระหว่างการอยู่หอกะการออกไปอยู่เองข้างนอกนี่มันมีข้อดีเสียต่างกันเยอะมาก....ถ้าอยู่ในหอ ก้อจะได้เฮฮาได้เพื่อนได้สังสรรค์....แบบว่ายันเช้าก้อไม่ต้องห่วง...และที่สำคัญไม่ต้องแหกขี้ตาแต่เช้ามาเรียน..ไม่ต้องเดินไกล..ไม่ต้องมียานพาหนะด้วย....เพราะเราขี่จักรยานไม่แข็งอ่ะ....แต่ถ้าไปอยู่เองก้อสะดวกนะ ด้วยค่าใช้จ่ายและค่าห้องที่ไม่ต่างกันเลยแต่เราได้ความเป็นส่วนตัว..ได้ห้องที่กว้างกว่าได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองจริงๆ....ความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย....อืม...แต่เราว่าเราคิดถูกแล้วล่ะที่มาอยู่หอก่อน...เพราะได้เพื่อนเยอะแยะและการอยู่หอของเราก้อไม่ได้ติดกะคนไทยมากซะเท่าไหร่หรอก  เพราะเล่นโดดไปอยู่ชั้นห้า นอกนั้นเพื่อนๆก้ออยู่กันชั้นสามซะส่วนใหญ่....แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเพราะเราก้อสิงสถิตที่ชั้นสามไปแล้ว....เวลาเดินขึ้นมาตอนดึกๆคนเดวมันก้อน่ากัวเหมือนกันนะ...ใครไม่รู้มาหลอกว่ามีผีที่ชั้นหก  ไอ้เราก้อปอดแหกกะเค้าซะด้วยสิ.....

    September 04

    My University ... episode 1

     

    29/08/05-01/08/05

     

    ตื่นตั้งแต่ตีห้า...พระเจ้าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้...เราจะได้ไปอยู่หอแล้ว...เมื่อคืนฟังเค้าร่ำลาก็รู้สึกว่าจะต้องกลับมาเยี่ยมกู้ผอกู้ชองบ่อยๆละ...ท่าทางเค้าจาเหงา..เอาเหอะเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนตอนนี้มาคิดเรื่องกระเป๋าทั้งสองใบนี่ดีก่า..ลากมาเรื่อยๆขนาดลงลิฟท์นะเนี่ยยังเหนื่อนขนาดนี้...ว่าแล้วก้อลากต่อ...แท็กซี่จ๋าหายไปไหนหมดเนี่ย..อย่าปล่อยให้คนขราทั้งสาม..เอ้ยสอง..รอนานดิ..อ่ามาละ..มามาช่วยแบกกระเป๋าไปที...ขับๆไปแป็ปเดวก้อถึงมหาลัย...บอกเลี้ยวผิดๆถูกๆยังถึง...ที่จิงไม่อยากรบกวนกู้ผอให้มาส่งหรอกแต่เค้าดึงดันจะมาให้ได้..แล้วนี่ต้องต่อรถไปธุระต่อนะเนี่ย...ซึ้งในพระคุณ....จากนั้นก้อลากๆสัมภาระมา...นี่เรามาเช้าขนาดนั้นเลยหรอ..เค้ายังขัดๆถูๆพื้นอยู่เลย....ไอ้เราก้อวิ่งไปถามเค้าก่อนว่าใช่หอที่เราจะอยู่รึป่าว..อ่าใช้ด้วย...จากนั้นก้อวิ่งๆกลับมาบอกกู้ผอว่าให้ไปต่อได้แล้วเดวแท็กซี่มันไม่รอ...ไม่ต้องห่วงเรา...ก่อนไปเค้ายังอวยพรเราอีก...อ่า.ดีจัง...

     

    ว่าแล้วก็แบกกระเป๋าไปที่เคาน์เตอร์...ทรงตัวกันสุดฤทธิ์กัวลื่น...เพราะว่าเค้ากะลังขัดพื้นบันไดกันอยู่.....ติดต่อไรเสดเรียบร้อยก้อเอากระเป๋าขึ้นห้อง...เอ่อ...ลืมบอกไปลุ้นตัวแทบโก่งว่าจะได้เมดเปนคนอะไร...ที่จิงก้อไม่ได้หวังไรมากหรอก..ขอแค่ไม่สกปรกเปนพอ...สรุปคือลงตัวที่คนเกาหลี...อืม...ก้อโอเคนะ..เพราะมารู้ทีหลังว่าที่นี่มีคนหลากหลายมาก....เวียดนาม...ฮังการี...เกาหลี..ลาว...รัสเซีย..มีทุกมุมโลก..พอเค้าให้กุญแจห้องมาเท่านั้นล่ะ....ก้ออึ้งๆชั้นห้าแน่ะ...มัยสูงจัง....เอาวะไม่เปนไร..เอ่อ...เจ้ๆไปทางไหนอ่ะ....เดินเลี้ยวซ้ายตรงไปขึ้นบันได้ไปห้องอยู่ซ้ายมือ...หา...ไรนะ...ขึ้นบันได้ไป.......อึ้งกิมกี่..อึ้งกว่าครั้งแรก..และจะอึ้งตลอดไป....พระเจ้าข้าพเจ้าต้องแบกสี่สิบโลนี่ไปชั้นห้า...ฮือออออออ...เอาวะแบกไปทีละกระเป๋า...เหนื่อยมาก....เหนื่อยสุดๆ....ลำพังแค่ตัวป่าวก้อจะไม่รอด...คิดดูห้าชั้นอ่ะ..น้ำหนักตัวบวกกะอีกยี่สิบโล...สองรอบ...จะตายให้ได้เลย....มาถึงละ...เหงื่อหมดไปเปนถัง...เคาะประตูแล้วก้อเปิดเข้าไป...ด้วยหน้าที่โทรมมากๆ...แค่เหนหน้าเท่านั้นแหละยังไม่ทันพูดไร...ยังไม่ทันยิ้มด้วยซ้ำ..มันพ่นภาษาไรไม่รู้มาใหญ่...งง...มารู้ตอนหลังว่ามันนึกว่าเราเกาหลี..ดีใจได้เพื่อนชนชาติเดวกัน..เลยพ่นมาใหญ่..ไอ้เราก้องงสิคะ...จากนั้นพักแปปนึง...สอบถามประวัติศาสตร์ต้นตระกูลเลยรู้มาว่าอายุพอๆกัน....แถมเพิ่งมาเมื่อวาน...มิน่าห้องถึงได้ดูเรียบร้อย..เดวดูไปเดือนนึงจาเรียบร้อยตลอดไปมั้ย?.....และแล้วก็คลานไปแบกกระเป๋าอีกใบ....เคยรู้สึกเหนื่อยจนแทบขาดใจมะ...ความรู้สึกนี้เคยเมื่อครั้งแข่งวิ่งที่โรงเรียน..มันหายไปนานมาก...ไม่อยากจะบ่นเลยจิงๆ......ระหว่างจัดของก้อคุยไปโม้ไป..ภาษาจีนของเค้ากะเราแทบจะเรียกได้ว่าสูสี...เพราะบางครั้งเราพูดแล้วเค้าไม่รู้เรื่อง..ไม่ก้อเค้าพูดแล้วเราไม่รู้เรื่องก้อมี..ไอ้ครั้นจะใช้ความรู้ภาษาอังกิดอันน้อยนิด...มันก้อไม่ได้ช่วยอะไรเลย.....เออนึกขึ้นได้...เราล่อลวงเค้าด้วยดีวีดีเกาหลีด้วย..ระหว่างจัดของไม่อยากให้เค้านั่งเฉยๆ...เลยโชว์ดีวีดีที่แอบไปซื้อมา...อู้ยๆๆ....ชอบใจใหญ่...เปิดดูทันทีสิคะ...ตอนแรกเค้าบอกว่าไม่มีเครื่องเล่น...แล้วทำหน้าเสียดาย..เราเลยอนุเคราะห์โน้ตบุ้กไปให้...นั่งนิ่งเลยค่ะ.....

     

    ตอนเที่ยงมีนัดกะนักเรียนไทยที่เพิ่งมาที่นี่ให้ไปรู้จักและกินข้าวกัน...ดีจะได้มีเพื่อนคนไทยมั่ง...ลงไปเหนแล้วก้อตกใจเหมือนกันเพราะคนไทยมาเยอะนะ...ประมานสิบเจ็ดคนได้...แล้วยังมีรุ่นพี่ที่นี่อีก...เค้าบอกว่าปีนี้ที่มหาลัยนี่มีคนไทยประมานร้อย...จากนั้นเดินไปกินข้าว..ซึ่งไกลมากๆ...ระหว่างเดินทางเลยเข้าไปเจ้าแจ้ะกะเค้าไปทั่ว...ทำความรู้จักไว้ก่อน...ซึ่งนับว่าโอเคมาก...วันเดวน่าจาจำชื่อได้ประมานห้าคนได้....อืม...เริ่มรู้สึกว่าชีวิตในหอเริ่มจะต่างจากชีวิตหนึ่งเดือนที่ผ่ามมาละ....ต้องคอยดูต่อไป

     

    +++ว่าแต่ทำไมห้องนี้ออฟชั่นน้อยจัง...ตู้เยนก้อไม่มี....กาต้มน้ำก้อไม่มี...พัดลมก้อไม่มี...ทำไงดีหว่า...ตู้เยนไม่อยากซื้อเพราะท่าทางจะกินไฟแม้ว่าจาตู้ละสองร้อยก็ตาม....พัดลมไม่อยากซื้อเพราะเดวมันก้อหนาวแล้ว...กาต้มน้ำ...ซื้อดีมั้ยหนอ...ต้องมานั่งคำนวณละ..ว่าระหว่างซื้อกาต้มน้ำกิน...กะซื้อน้ำกิน...อันไหนคุ้มกว่ากัน...

     

    ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

    ๑๑๑๑๑๑๑

    ๑๑๑๑

    ๑๑

    ผ่านมาครึ่งอาทิตย์ละ....ทุกอย่างดูจะลงตัวมากยกเว้นเรื่องอินเตอร์เนตที่ดูจะไม่ค่อยเวิร์กซะเท่าไหร่....ก็ต้องไปนั่งซื้อการ์ดมาต่อเอง ไม่มีสายในห้องให้เล่นแถมราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ อยากได้ADSL ก้อไม่มีให้ .....อุตส่าห์แบกโน้ตบุ้กมากะว่าจะเล่นให้หนำใจซะหน่อย..กลายเป็นว่าต้องจำใจใช้เพราะเสียดายที่แบกมา.....สะดวกด้วยล่ะ เพราะถ้าเล่นที่ข้างล่างของมหาลัยถูกแต่ต้องเล่นตอนดึกๆ...ประมานเที่ยงคืนตีหนึ่งได้ แถมต้องเดินขึ้นหอชั้นห้าคนเดียวเพราะคนอื่นเค้าอยู่ชั้นสามกันหมด

     

    อยู่ไม่ถึงอาทิตย์แต่ค่าใช้จ่ายสูงลิบเลยเพราะที่นี่อะไรก็ดูเป็นเงินเป็นทอง....แถมยังต้องซื้อของเข้าห้องอีกด้วย...ค่าน้ำค่าไฟก้อสูง....ให้ค่าไฟแปดสิบยูนิตถ้าเกินต้องเสียเองยูนิตละแปดเหมา......ค่าน้ำฟรีแต่ใช้ได้แค่อย่างละสามตันเท่านั้น....น้ำร้อนสามน้ำเย็นสาม....เฮ้อชีวิตหอเรา...ตอนนี้ไปเที่ยวหาซื้อของเข้าห้องอย่างเดียวเลยซื้อไปต้องมานั่งเตือนตัวเองว่า....อยู่แค่เทอมเดียวอย่าซื้อเยอะ ....แต่ของที่นี่น่ารักมากๆโดยเฉพาะที่ ไอเกียร์.....กะว่าขากลับจะมาซื้อของที่นี่กลับบ้านไปใช้....เหมือนที่LOFT เมืองไทยเลย แถมราคาไม่แพงด้วย.....

     

    เรื่องข้าวของเครื่องใช้หาไม่ค่อยยากแต่เรื่องของกินน่ะสิ...ว่าอยู่บ้านกู้ผอยากแล้วนะเจอที่นี่อึ้งเลย  ไม่มีครัวด้วย...ตู้เย็นอะไรก้อไม่มีให้....เดินไปทางไหนก้อไม่มีของกินขายถ้ามีก้อแบบว่ากินยากอ่ะ..ไม่อร่อย....อืม...สงสัยคงต้องกลับไปหากู้ผอแล้วล่ะมั้ง....คิดถึง....ทั้งตัวคนแล้วก้ออาหารด้วย....

     

    อยู่หอมามีปัญหาให้เกิดได้ทุกวัน...รึว่าเราคิดไปเองว่าเป็นปัญหาหว่า...ทั้งเรื่องเนตต่อไม่ได้...ของกินหายาก...ต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้ามาเอง...ไม่สามารถทำอาหารเองได้...และเรื่องที่ทำให้ปวดหัวมากสุดคือเรื่องการลงทะเบียน.....เป็นเรื่องที่มันผิดพลาดมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว....ก็ดันลงเป็นเรียนภาษาธรรมดาไปไม่รู้ว่าเราลืมดูไปรึป่าว???ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน...เพราะว่ามาคิดดูแล้วการที่เราเรียนภาษาที่มหาลัยมาสี่ปีแล้วยังต้องมานั่งเรียนแบบเหมือนกันแม้บางตัวจาไม่ได้แต่ถ้าทบทวนนิดหน่อยน่าจะได้....เลยคิดว่าถ้าเรียนแบบธุรกิจอาจจะทำให้เราได้เรียนรู้ไรเพิ่มเติมและอาจเป็นตัวที่ทำให้เราขยันขึ้นก้อได้...ดังนั้นความยุ่งยากจึงเกิดขึ้น...แบบยุ่งเหยิงเลยด้วยอ่ะ...

     

    เริ่มจากวันลงทะเบียนที่เครียดมากสำหรับเรา....ตั้งแต่แปดโมงครึ่ง...พอถึงคิวปั้ปก้อบอกเค้าว่าจะเปลี่ยนเป็นธุรกิจ...นู่นบอกให้ไปบอกเหล่าซือตอนท้ายนู่น....จากนั้นก้อทำตามขั้นตอนเรื่อยๆมา...และก็มาติดที่ขั้นตอนวีซ่าอีก....เพราะเราเรียนแค่เทอมเดียวไม่เหมือนคนอื่นเค้าแถมไอ้คนที่ทำเรื่องก้อไม่ทำเรื่องให้ทันทีบอกให้ไปหาอีกทีอาทิตย์หน้านู่น...ทั้งๆที่คนอื่นเค้าก็ทำกันไปหมดแล้ว....ต่อมาที่ขั้นตอนสุดท้ายก็บอกเหล่าซือไปว่าอยากจะเปลี่ยนก็เห็นเค้าบอกๆกันว่าเปลี่ยนได้ ค่าเทอมเท่ากันไม่น่าจะยาก....แต่มันคนละเรื่องเลย....เหล่าซือบอกว่าไม่ใช่ว่าอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ทันทีนะ...ให้เรามาหาเค้าอีกทีตอนสี่โมงเย็น...โอเค..ดังนั้นตลอดทั้งวันนี้เราก้อเครียดมาโดยตลอด...เพราะมันยังลงไม่เสร็จอยู่ครึ่งๆกลางๆ...แถมยังต้องมานั่งชั่งใจอีกว่า...คิดดีแล้วมั้ยหว่า?ที่เหลี่ยนมาเรียนแบบยากทั้งๆที่ตัวเราเองก้อยิ่งโง่ๆอยู่...เอาวะ ตัดสินใจแล้ว...แถมมาเหลี่ยนตอนนี้ก็เท่ากะว่าโลเลเปลี่ยนไปมาอีก....รอถึงสี่โมงก้อโชคดีมากที่เหล่าซือเดินผ่านมาพอดี.......เค้าจำหน้าเราได้ด้วย...เลยถามเค้าว่าถ้ายังไม่ว่างไม่เป็นไรเรารอได้แต่เค้าใจดีมากเรียกไปคุยเดี๋ยวนั้นเลย...ถามเราว่าทำไมถึงอยากเปลี่ยน...แน่ใจว่าเรียนได้...เปลี่ยนไปมาไม่ได้อีกแล้วนะ...โอเคอย่าขู่ได้มั้ย?แค่นี้ก็เครียดจะตายแล้ว....จากนั้นก้อลงทะเบียนให้เราแต่ให้เราไปหาเหล่าซืออีกคนเพื่อทดสอบไรซะอย่างอีกที....เครียดอีกแล้วค่ะ...เกลียดการทดสอบที่สุด....แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปแล้วก็ไม่มีไรเลย...ถามเหมือนคนเก่าเลยว่าชัวร์นะ ......ชัวร์ค่ะ....จากนั้นก็จบวันที่เครียดที่สุดในอาทิตย์นี้ไปได้....เปิดเทอมอาทิตย์หน้าคงเครียดมากกว่านี้...กะว่าจะเตรียดตัวอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนี้..ฟิตไว้ก่อนเพราะเพื่อนๆที่นี่แต่ละคนเก่งๆทั้งนั้น....เฮ้อ...เอาเหอะ..สู้โว้ย...สู้เพื่ออนาคตของเราเอง....ท่องไว้มาเรียนไม่ได้มาเที่ยว....โอกาสมาเราต้องทำให้ดีที่สุด.....

     

    +++กะว่าจะต้องทำแบบเพื่อนเกาหลีซะแล้ว....เห็นเค้าอ่านหนังสือซะเคร่งเครียดขนาดนั้น....เอาน่ะ...จะพยายามอยู่ติดห้องให้มากขึ้นเพราะตอนนี้ชอบไปสิงสถิตอยู่กะเพื่อนๆชาวไทยซะแล้ว....

    August 28

    The last week...7--->Final

     

    28/08/05

     

    และแล้วลาบของเราก้อได้ลงแข่งขันกะเข้าด้วย....แต่น่เสียดายโดนปลากกะพงนึ่งน้ำแดงถีบตกเวทีไป...วันนี้เปนไรที่เหนื่อยสุดๆเพราะเตรีมอาหารตั้งแต่เก้าโมง...เที่ยงยังไม่เสดเลย...คนจีนกะภรรยาฝรั่งที่มาเค้าชอบใจใหญ่..คุยฟุ้งว่ากทม.อ่ะไปบ่อย...ชอบกินส้มตำ..อย่างงู้นอย่างงี้...เอ่อ ..คุยช้าๆหน่อยก้อได้..ฟังไม่ทัน...ขอกลับให้กระเป๋าตังค์ลายไทยกะที่คั่นหนังสือแล้วก้อเสื้อลาย..กขค...ชอบใหญ่ๆๆ....ขากลับเชกฮงเชกแฮนด์กลับบ้านมีความสุข....ไอ้เราล้างจานกองโตเรียงเปนคอนโดมิเนียมเลย...แถมล้างๆอยู่วืดค่ะวืด...จานหลุดมือแตกเพล้งเลย....ตกใจมาก...ล้างมาจะเดือนนึงแล้วไม่เคยพลาด...มาพลาดเอามื้อสุดท้าย...ดีนะเปนชามข้าวธรรมดาไม่ได้เปนใบสวยหรูไม่งั้นเศร้าแน่....ทำเรื่องส่งท้ายเลยเรา.......

     

    +++พรุ่งนี้ย้ายเข้าหอแล้ว...ไม่รู้จะเจอไรบ้าง....ตื่นเต้นนิดๆ....ลุ้นสุดๆว่าจะได้เมดเปนไง....ภาวนาสาธุ....ขอให้ราบรื่นเหอะ...ชีวิตอีกสี่เดือนของเรา..เริ่มต้นพรุ่งนี้แล้วซินะ

    August 27

    The last week...6

    27/08/05 และแล้วก้อเหลือเวลาอีกแค่สองวัน...เรวจังเลย....ตลอดอาทิดนี้ไม่ได้ออกไปไหนเลย...แปลกมาก...วันนี้อีกละ...ก้อคนที่มาทำความสะอาดอ่ะไม่มาลากิจ..ลาตลอด...บ้านก้อสกปรกมากถึงมากที่สุด...เลยต้องทำความสะอาดทั้งกวาดทั้งถู...พรุ่งนี้เดวจะมีแขกมา..ดูไม่งาม....ทำไปสักพักเริ่มเหนื่อย..บ้านก้อเล็กแค่นี้มัยเหนื่อยจังอ่ะ....เหอๆๆไม่ให้เหนื่อยได้ไง...ทำอย่างละสองรอบอ่ะรอบเดวไม่อยู่มันให้ความรู้สึกว่ายังไม่สะอาดพอ.. วันนี้ทำลาบกินแหละ..รันทดมาก ดันเสนออาหารไทยไปหนิ....ข้าวคั่วก้อต้องมานั่งทำเอง....มะนาวก้อใช้มะนาวผง....เฮ้อ..แต่ออกมาแล้วดูดีมาก..อาหร่อยด้วย..เสียดายไม่มีน้ำปลาไม่งั้นละก้อ....หืม...หอมแน่ๆ....กินเสดล้างจานเสด ก้อมานั่งหมักไก่ต่อ...พุ่งนี้จาทำไก่ผัดผงกระหรี่ให้เค้ากินกัน...ที่จิงอยากทำคั่วไก่..แต่อาวุธไม่พร้อม...โอ้ย..อยากกินคั่วไก่เยาวราช..คอยดูนะกลับไปเมื่อไรจะไปเยาวราชก่อนเลย...ต่อด้วย....ข้าวสาร(อยากกินพิชช่าเตาถ่าน)